ads

รับเหมาก่อสร้าง-ต่อเติม-ซ่อมแซม บ้าน อาคารโรงงาน-งานปูพื้น-งานตกแต่งภายใน-งานฝ้าเพดาน-งานผนังกั้นห้อง-ระบบงานไฟฟ้า-งานขุดเจาะงาน ปรับปรุงบ้านเก่าให้เป็นบ้านใหม่ ต่อเติมอาคารร้านอาหาร,ร้านค้า, ต่อเติมบ้าน, อาคาร, ต่อครัว, ต่อโรงรถ, งานพื้น, งานผนัง, งานฝา, ทาสีอาคาร, ปูกระเบื้อง, งานเหล็ก, ทำรั้ว,กำแพง, โครงหลังคา, ซ่อมหลังคา ระเบียง ผนังรั่ว ซ่อมแซม นึกถึง ทีมงาน เฮียเล็ก ติดต่อ 0930622532

Slider[Style1]

Style2

Style3[OneLeft]

Style3[OneRight]

Style4

Style5

นักวิจัย MIT พบวิธีผลิตแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากเศษหญ้า




จะดีแค่ไหน หากเราสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้เองง่าย ๆ ที่บ้าน โดยอาศัยเพียงการตัดเล็มหญ้าในสนามเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ Andreas Mershin นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ค้นพบ

ลักษณะของงานช่างพื้นฐาน

หากจะแบ่งตามลักษณะของงาน  สามารถแบ่งงานช่างพื้นฐานออกได้เป็น 7 งาน  ดังนี้
1.  งานออกแบบ
2.  งานไฟฟ้า
3.  งานประปา
4.  งานไม้
5.  งานปูน
6.  งานโลหะ
7.  งานสี
ซึ่งงานช่างพื้นฐานแต่ละงานมีลักษณะของงานที่แตกต่างกัน พอสรุปได้ดังนี

ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานช่าง

ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานช่างพื้นฐาน  ความปลอดภัยถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าผู้ปฏิบัติงานสามารถบรรลุผลในการทำงานแต่ตัวเองได้ รับอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานในครั้งนั้น ฉะนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงต้องรู้จักวิธี
ป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ  ตลอดจนสามารถปฐมพยาบาลเบื่องต้นได้

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า

1.มาตรฐานการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า
    มารตรฐานการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า มีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย คงทนถาวร และเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้อยู่ในระบบให้ยาวนานยิ่งขึ้น การติดตั้งระบบไฟฟ้า มีมาตรฐานกำหนดที่แน่นอน และมีหลายหน่วยงาน เช่น
    กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และหน่วยงานจากต่างประเทศที่ประเทศไทยนำมายึดถือ เช่น National Electric Code (NEC) Amarican National Standard Institute (ANSI) International Electrotechical Commission (IEC

วงจรไฟฟ้า.ความรู้ ม.4

วงจรไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย  ประกอบด้วย  แหล่งกำเนิดไฟฟ้า  ตัวนำไฟฟ้า  และอุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้า   การต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายที่ถูกวิธี  ทำให้หลอดไฟฟ้าสว่าง  แต่ถ้าต่อวงจรไฟฟ้าไม่ถูกวิธี  หลอดไฟฟ้าจะไม่สว่าง
                วงจรปิด  คือ

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานช่าง

ความหมายและความสำคัญ
          ช่าง  หมายถึง  ผู้ชำนาญในการฝีมือ หรือศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง
          งานช่าง  หมายถึง  การทำงานของช่าง หรือสิ่งที่เกิดจากการทำงานของช่าง  ผู้ที่เป็นช่างมักมีคำต่อท้าย  เพื่อบอกประเภทหรือสาขาของงานที่ทำ  เช่น  ช่างไฟฟ้า  ช่างไม้  ช่างปูน ช่างเขียนแบบ ช่างยนต์ ช่างเสริมสวย
          งานช่าง  หมายถึง  การนำความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุ  อุปกรณ์  เครื่องมือ  วิธีการทำงาน  ตลอดจนกระบวนการทางเทคโนโลยี  สิ่งแวดล้อมมาใช้ในการบำรุงรักษา  ซ่อมแซม  ติดตั้งเครื่องมือ

ขออภัยกำลังปรับปรุง เหนือหาอาจจะยังไม่ตรง


รับเหมาก่อสร้าง-ต่อเติมบ้าน อาคารโรงงาน-งานปูพื้น-งานตกแต่งภายใน-งานฝ้าเพดาน-งานผนังกั้นห้อง-ระบบงานไฟฟ้า-งานขุดเจาะงาน ปรับปรุงบ้านเก่าให้เป็นบ้านใหม่ ต่อเติมอาคารร้านอาหาร,ร้านค้า, ต่อเติมบ้าน, อาคาร, ต่อครัว, ต่อโรงรถ, งานพื้น, งานผนัง, งานฝา, ทาสีอาคาร, ปูกระเบื้อง, งานเหล็ก, ทำรั้ว,กำแพง, โครง

การใช้และการเก็บรักษา เครื่องมือประเภทตัด

เครื่องมือในการตัด
        เครื่องมือในการตัดวัสดุที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี่มีอยู่มากมายหลากหลายชนิด ... สิ่งสำคัญ ที่ควรใส่ใจคือ วัสดุเครื่องมือตัดแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร
        การเลื่อย เป็นการตัดชิ้นงานที่สูญเสียเนื้อวัสดุ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานต้องศึกษาและปฏิบัติให้เกิดทักษะในการปฏิบัติงาน ในองค์ความรู้ดังนี้ คือ ความหมายของการเลื่อย ส่วนประกอบของเลื่อยมือและ การเลือกใช้งาน การบำรุงรักษา ตลอดจนเทคนิคในการเลื่อยงานด้วยมือในงานทั้งงานไม้และโลหะ
        งานเลื่อย คือ การทำให้งานหลุดแยกออกจากกันด้วยการกัดหรือตัดของใบเลื่อยซึ่งมีคมตัดที่มี รูปร่างคล้ายสิ่วหรือสกัดที่จัดวางเรียงกันเป็นแถว เมื่อเราเลื่อยตัดจะเกิดเป็นร่องขึ้นในแนวของการตัดนั้น
แนะนำชนิดและลักษณะของเลื่อย
        ในเรื่องของงานช่างและอุปกรณ์สำหรับตัดวัสดุ อาจจะมีเลื่อยอยู่หลาย ๆ ชนิด ทั้งเลื่อยฟันหนู เลื่อยวงเดือน หรือเลื่อยอีกหลายๆชนิด แต่ว่าสำหรับในเรื่องของงานช่างขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะกับวัสดุอุปกรณ์งานช่าง เครื่องมือช่างประเภทเลื่อยที่หลาย ๆ คน ควรที่จะรู้จักก็คือเลื่อยลันดา เพราะเราสามารถหาดูได้จากไซด์งานก่อสร้างต่างๆ หรือจะเป็นในบ้านของเรา และแทบทุกๆบ้านจะต้องมีเลื่อยชนิดนี้ไว้สำหรับทำการช่างในขั้นต้นอย่างแน่ นอน
        1. เลื่อยเหล็ก
https://www.ktw.co.th/ktwimg/IMAGE/PRODUCT/BIG/STANLEY/15-408.jpg
     เลื่อยเหล็กเป็นเลื่อยที่เอาไว้ใช้กับงานเหล็กเป็นหลัก หากเราเอาไปใช้เลื่อยไม้ จะเลื่อยได้ช้ามาก เพราะฟันเลื่อยจะไม่ลึก ละเอียด ตัวโครงของเลื่อยเหล็กจะทำมากจากเหล็ก แต่มีน้ำหนักเบา มีแบบความยาวที่มาตรฐาน และแบบสามารถปรับความยาวได้ตามขนาดของใบเลื่อยได้ เลื่อยเหล็กสามารถเปลี่ยนใบเลื่อยได้ เวลาใส่ต้องหันปลายฟันเลื่อยชี้ออกนอกตัวผู้เลื่อยเสมอ


        2. เลื่อยพับขนาดกระเป๋า
     เลื่อยพับขนาดกระเป๋าจัดเป็นเลื่อยอเนกประสงค์ที่มีฟันแข็งเป็นพิเศษ สามารถตัดได้ทั้งไม้ พลาสติก โลหะ หรือวัสดุอื่น ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก คุณสมบัติพิเศษที่สำคัญของเลื่อยพับขนาดกระเป๋าคือ สามารถพับเก็บไว้ได้ ทำให้สามารถพกพาได้สะดวก และยังพกพาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้อีกด้วย


http://img.tarad.com/shop/b/bargaingears/img-lib/spd_20120704104825_b.jpg
3. เลื่อยหางหนู
http://2.bp.blogspot.com/-.jpg
     เลื่อยหางหนูแบ่งได้ตามขนาดของใบเลื่อยอีกหลากหลายขนาด สามารถใช้ได้กับงานตัดโค้งทั้งภายใน และภายนอกชิ้นงาน หรือใช้สำหรับตัดเจาะผนังยิปซั่มก็ยังได้


        4. เลื่อยหางหมู
http://4.bp.blogspot.com/-ICSlhNv1-og/T8g0kcqJspI/.jpg
     เลื่อยหางหมูมีใบเลื่อยที่ลักษณะใหญ่ที่โค้น และที่ปลายเรียวแหลม เลื่อยหางหมูมีความกว้างที่หลากหลายขนาด บางรุ่นสามารถถอดเปลี่ยนใบเลื่อยได้ เหมาะสำหรับงานตัดโค้งทั้งภายใน และภายนอกชิ้นงาน


        5. เลื่อยฉลุ
http://1.bp.blogspot.com/.jpg
     เลื่อยฉลุใช้กับงานไม้ เหมาะสำหรับงานตัดโค้ง ทำลวดลาย ตัวกรอบเขงอเลื่อยฉลุทำด้วยโลหะ ใบเลื่อยค่อนข้างเล็กมาก มีความอ่อนตัว สามารถปรับหมุนได้รอบทิศทาง เลื่อยฉลุมี 2 ชนิดคือ ชนิดคอลึก ใช้ตัดเข้าไปในชิ้นงานได้มากกว่า เหมาะสำหรับไม้ที่ไม่หนามากนัก มีฟันที่ละเอียด และชนิดคอตื่น เหมาะสำหรับงานฉลุไม้ที่ชิ้นไม่ใหญ่นัก มีฟันค่อนข้างละเอียด

        6. เลื่อยโครงเหล็กหรือเลื่อยคันศร เหมาะสำหรับการใช้งานหนัก เช่น การตัดท่อนไม้ขนาดต่าง ๆ หรือใช้ตัดต้นไม้ เลื่อยโครงเหล็กตัวโครงเป็นเหล็กกลวงน้ำหนักเบา ใบเลื่อยถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ใบเลื่อยสามารถตัดได้ทั้ง 2 ทาง

http://www.srithaihardware.com/customer_images/srithaihardware_com_0063_1_3_img_5254.jpg

        7. เลื่อยตัดมุมหรือเลื่อยองศา ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ตัวใบ และแท่นเลื่อย ลักษณะของใบเลื่อยจะเหมือนเลื่อยบังตอ ส่วนแท่นเลื่อยจะประกอบไปด้วย แป้นบอกองศา โครงจับใบเลื่อย ช่องบังคับใบ เลื่อย และแท่นรองรับใช้กับงานเข้ามุมต่อกันให้สนิท เหมาะกับงานตัดคิ้วบัว หรือการทำกรอบรูป

http://www.arkarnsin.com/item/NN0140878.jpg
        8. เลื่อยลันดา พบเห็นกันบ่อยที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือช่างพื้นฐานของงานช่างไม้ เลื่อยลันดามีความยาวที่ 14, 26 เลือกใช้ตามขนาดหน้าตัดของไม้ สามารถแบ่เป็น 3 ชนิด คือ ชนิดฟันตัด มีลักษณะฟันที่ค่อนข้างพี่ ใช้สำหรับตัดขวางเนื้อไม้เพื่อให้เกิดรอยตัดที่เรียบ ไม่เป็นเสี้ยน ชนิดฟันหยาบ จะมีลักษณะฟันที่หยาบ สามารถตัดได้เร็ว ใช้สำหรับตัดตามแนวยาวของเนื้อไม้ ซึ่งฟันที่ห่างทำให้เกิดหน้าตัดที่หยาบ ความยาวทั่วไปคือ 26 ชนิดฟันอเนกประสงค์ จะมีฟันถี่พอสมควร ความยาว 26 ใช้งานได้สะดวกทั้งการตัดขวางและการตัดตามแนวยาว
http://www.kosanaland.com/shop/images/stories/virtuemart/product/stanley_20-006.jpg
        9. เลื่อยบังตอหรือเลื่อยรอ  เหมาะสำหรับงานตัดหัวไม้เพื่อทำเดือยต่อต่าง ๆ ด้านสันของใบเลื่อยมีครอบเหล็กแข็ง กันใบเลื่อยบิดตัวขณะเลื่อย ทำให้ได้รอยตัดที่มีแนวเที่ยงตรง ใบเลื่อยยาว 8, 14 นิ้ว
http://www.arkarnsin.com/item/NN01401716.jpg
10. เลื่อยตัดไม้อัด ใช้สำหรับตัดไม้อัดโดยเฉพาะ เนื่องจากมีขนาดฟันที่เล็ก ซึ่งช่วยลดการฉีกขาดของเนื้อไม้ทั้ง 2 ด้าน ที่ปลายจะเป็นสันโค้งพร้อมมีฟันเลื่อยอยู่ด้วย ใช้สำหรับตัดส่วนอื่นที่ไม่ใช้ขอบของไม้อัดโดยไม่ต้องใช้สว่านเจาะรูนำก่อน ใบเลื่อย ยาว 11 นิ้ว
http://2.bp.blogspot.com/.jpg
11. เลื่อยอก   เป็นเลื่อยที่ใช้ผ่าไม้ โครงเลื่อยส่วนใหญ่จะเป็นไม้ เช่น เลื่อย(รัดเกล้า) อกเลื่อย มือจับ ส่วนที่เป็นเหล็กคือสลักและใบเลื่อย ใบเลื่อยมีทั้งตัดและโกรก วางทำมุมกับเรือนเลื่อย 30องศาและต้องตรงเสมอ ไม่ปิด

http://board.trekkingthai.com/board/upload/photo/2012-09/a1f161911bbfb33df7fa3e1151739256.jpg
วิธีการเลือกซื้อเลื่อยให้ตรงกับความต้องการ
http://toolsth.blogspot.com/2012/06/blog-post.html
ขั้นตอนที่ 1
ควรดูลักษณะการใช้งานของเราก่อนครับ ว่าเหมาะที่จะใช้เลื่อยกับงานประเภทใด เช่น ถ้าต้องการตัดงานฝีมือ มีลวดลายคดเคี้ยว เราก็ควรที่จะเลือกเลื่อยฉลุหรือเลื่อยหางหนู หรือเราต้องการใช้เลื่อยในการเลื่อยไม้ที่มีขนาดใหญ่ เช่นท่อนไม้ เราก็ควรใช้เลื่อยโครงเหล็กหรือเลื่อยคันศร
ขั้นตอนที่ 2
ถ้าเรามีความต้องการใช้เลื่อยที่ใช้งานได้กว้างขวาง สำหรับการตัดไม้ทั่ว ๆ ไป ควรที่จะเลือกเลื่อยลันดาหรือเลื่อยลอครับ ซึ่งสามารถตัดไม้ได้ทั้งแบบขวางเสี้ยนไม้ และตามเสี้ยนไม้
ขั้นตอนที่ 3
การเลือกลักษณะฟันเลื่อย ควรเลือกแบบที่เป็นฟันถี่พอสมควร จะได้ผิวการตัดที่ละเอียด ไม่แตกหยาบ

ขั้นตอนที่ 4
ขนาดของคันเลื่อย หรือตัวเลื่อย ควรจะเลือกขนาดที่มีความเหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งเลื่อยมีหลายขนาดโดยหน่วยจะเป็นนิ้ว ควรทดลองจับท่าเลื่อยดูว่าเหมาะสมกันหรือไม่

วิธีการใช้เลื่อย
        เลื่อยมีหลายชนิดดังกล่าวมาแล้ว แต่เลื่อยที่มีความสำคัญและใช้กันทั่วไปในงานไม้ก็คือ เลื่อยลันดา ซึ่งมีทั้งชนิดผ่าไม้ ตัดไม้  และชนิดฟันเลื่อยหยาบ ฟันเลื่อยละเอียด การเลื่อย ผ่าและตัดไม้ทำได้ง่ายกว่าการไสกบ แบ่งได้ดังนี้
การตัดไม้ 
         
        http://www.homedd.com/HomeddWeb/homedd/upload_files/pic_diy/pic_procedure/970465629627_5101-3.gif
        1. ใช้ฉาก มาทำการวัดแนวที่จะตัดหรือเลื่อยไม้ แล้วใช้ดินสอขีดเส้นลงบนเนื้อไม้
        2. จับเลื่อยด้วยมือที่ถนัด โดยจับที่คันเลื่อย หรือใช้มือจับชิดกับเหล็กหูเลื่อย
        3. อย่าเกร็งมือที่ใช้จับเลื่อยและไม่ควรกดน้ำหนักลงบนเลื่อย มือทำหน้าที่บังคับโครงเลื่อยให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้องเท่านั้น
        4. วางไม้ส่วนที่จะตัดให้ยื่นเลยขอบพื้นที่ใช้รองไม้ ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดจับไม้กดไว้กับพื้นที่ใช้รองอย่าให้เคลื่อนที่ได้
        5. วางคมเลื่อยลงตรงริมตำแหน่งที่จะตัดไม้ด้านตรงข้ามกับด้านผู้ตัดยืน ยื่นหัวแม่มืออีกข้างที่กดไม้ไปวางตรงเส้นดินสอที่ขีดตำแหน่งที่จะเลื่อย เพื่อเป็นแนวหรือตำแหน่งที่จะตัด หรือทำหน้าที่บังคับให้ใบเลื่อยวางเอียงประมาณ 45-50 องศา
        6. ดึงโครงเลื่อยขึ้นข้างบนก่อนเบาๆแล้วจึงดันโครงเลื่อยลงข้างล่าง ดึงคันเลื่อยให้สุดความยาวของใบเลื่อย
        7. มือจับคันเลื่อย อยู่ในลักษณะที่หงายมือขึ้น กำคันเลื่อยโดยให้นิ้วทั้ง 4 นิ้ว อยู่ใต้คันเลื่อยหัวแม่มือวางบังคับอยู่ด้านบน
        8. คันเลื่อยเบนออกไปทางด้านขวามือประมาณ 45 องศา  เพราะใบเลื่อยทำมุม 45 องศากับคันเลื่อย ( มือจับ) เพื่อให้ไม้ที่ผ่าลอดเข้าไปในช่องระหว่างใบเลื่อยกับอกเลื่อยได้
        9. บังคับให้ทุกส่วนของเลื่อยอยู่ในระดับที่คงที่ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เมื่อไม้เกือบจะขาดออกจากกันให้ละมือที่จีบไม้อยู่นั้นเอื้อมไปจับไม้ส่วน ที่จะตัดออก ไม่ปล่อยให้ตกลงบนพื้นโดยลำพัง ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้ไม้ส่วนที่เลื่อยใกล้ขาดนั้นฉีก พร้อมทั้งลดน้ำหนักของเลื่อยลงชะลอความถี่ของการเลื่อยลงช้าๆก่อนไม้ขาดจาก กัน
        10. สำหรับการตัดไม้ให้มีขนาดเท่ากันสามารถทำได้โดยวัดขนาดและขีดเส้นแนวการตัด สำหรับการเลื่อย จับชิ้นงานให้ติดกันและวางใบเลื่อยให้อยู่ด้านที่ต้องการตัดทิ้ง
        11. การเลื่อยฝ่าไม้ตามแนวยาววัดขนาดและตีเส้นแนวการเลื่อยแล้วเลื่อยตามแนวไป เรื่อยๆ ให้นำไม้ลิ่มมาแทรกระหว่างร่องเลื่อยเพื่อไม่ให้ไม้หนีบใบเลื่อยขณะเลื่อย
        12. เวลาเลื่อยให้ใช้แคล้มป์จับยึดชิ้นงานเอาไว้ โดยจับชิ้นงานด้านใน เอาด้านที่ต้องการเลื่อยอยู่ด้านนอก

ข้อควรระวัง
การวางเลื่อยให้รอยเลื่อยอยู่ชิดริมเส้นดินสอ เมื่อไม้ขาดแล้วเหลือเส้นดินสอไว้ส่วนหนึ่ง อย่าตัดโดยวางเลื่อยทับเส้นดินสอ เพราะจะทำให้ไม้สั้นกว่าขนาดที่วัดไว้
วิธีการจับเลื่อยที่ถูกวิธี
การผ่าไม้
คือ การเลื่อยตามเสี้ยนหรือตามความยาวของไม้ท่อนนั้น ทำได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ
      1.ถ้าวางไม้นอนขนานบนพื้นโต๊ะ มีวิธีเลื่อยดังต่อไปนี้
         1.1จับเลื่อยในลักษณะเดียวกับการตัดไม้ แต่มือจับคันเลื่อยทั้งสองมือ โดยใช้มือซ้ายกำคันเลื่อยบริเวณหูเลื่อย คว่ำมือลง มือขวาจับในลักษณะเดิมเหมือนตัดไม้แต่ขยับไปทางด้านอกเลื่อย ประมาณกลางมือจับหรือคันเลื่อยระหว่างอกเลื่อยกับหูเลื่อย
         1.2 ผู้เลื่อยนั่งทับไม้ส่วนที่ยังเลื่อยไม่ถึงไว้ เลื่อยให้ผ่าเริ่มจากหัวไม้ที่วางริมโต๊ะ ผู้เลื่อยนั่งในลักษณะปล่อยขาลงข้างโต๊ะ
         1.3 ผู้เลื่อยใช้เท้าข้างขวาเหยียบไม้ เท้าอีกข้างหนึ่งยืนอยู่บนพื้น ในกรณีนี้ไม่ต้องวางอยู่บนม้าสำหรับรองตัดไม้ ซึ่งจะมีความสูงจากพื้นถึงที่วางไม้สำหรับตัดสูงประมาณ 60 เซนติเมตร
         1.4 ผู้เลื่อยขึ้นนั่ง หรือยืนบนไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ
      2.ถ้าเป็นไม้สั้น สามารถวางตั้งแล้วไม้ส่วนที่จะผ่าไม่สูงเกินไป ให้ตั้งไม้หันหัวไม้ด้านที่จะผ่าขึ้นใช้ปากกาหัวโต๊ะจับ โดยมีวิธีดังนี้
         2.1ให้ตั้งไม้ในแนวดิ่ง หันหัวไม้ข้างที่จะผ่าขึ้น ใช้ปากกาจับหัวไม้ข้างโต๊ะ จับไม้ไว้ให้แน่น
         2.2จับเลื่อยสองมือเหมือนผ่าไม้ในลักษณะนอนแต่ความยาวของใบเลื่อยขนานกับ พื้นความกว้างของใบเลื่อยอยู่ในแนวเดียวกับเส้นที่ขีดไว้เพื่อเป็นแนวสำหรับ เลื่อย

การบากไม้
      คือ การตัดไม้แต่ตัดไม่ขาด เป็นการเลื่อยไม้ให้ลึกลงไปในเนื้อไม้ อาจเป็นการบากไม้เพื่อผ่าส่วนหนึ่งทิ้ง หรือเป็นการบากเพื่อเจาะสลักเอาไม้ส่วนที่อยู่ระหว่างเส้นที่บากนั้นออกซึ่ง มีวิธีดังต่อไปนี้
      1. การวางเลื่อยลงบนไม้ วางให้คมเลื่อยอยู่นอกเส้นที่ขีดไว้ โดยให้วางชิดริมเส้นที่ขีดไว้
      2. ลักษณะของเลื่อยวางนอนในตอนแรกด้านมือจับหรือคันเลื่อยสูงกว่าด้านที่วางจรด อยู่บนริมความกว้างของไม้ที่จะบากเล็กน้อย ถ้าเป็นการบากปากไม้เพื่อประกอบกับไม้ชิ้นอื่นให้เอียงคันเลื่อยเข้าหาเส้น เล็กน้อย
      3. เมื่อเลื่อยบากลงไปใกล้จะถึงเส้นที่ขีดไว้เพื่อกำหนดความลึกของไม้ที่จะบาก แล้ว ให้ลดระดับของเลื่อยข้างที่มือจับอยู่ให้อยู่ในแนวราบขนานกับพื้น ให้ใบเลื่อยจรดเส้นของขีดทั้งสองข้าง

ข้อควรคำนึงในการเลื่อย
      1.จับเลื่อยให้มั่น อย่าให้เลื่อยโคลงไปโคลงมาระหว่างดึงเลื่อยเข้าหาตัว และดันเลื่อยออกไปข้างหน้า
      2.อย่ากดเลื่อยระหว่างทำการเลื่อย และปล่อยให้น้ำหนักเลื่อยถ่ายลงบนคลองเลื่อยเท่านั้น
      3.การตัดหรือผ่าไม้เพื่อนำไปไสแต่ง เป็นการตัดหรือผ่าไม้ที่ต้องการเผื่อความยาวและความกว้างของไม้ไว้ให้ตัด ด้วยเลื่อยฟันหยาบทั้ง 2 ชนิด
      4.เมื่อต้องการจะผ่าปากไม้หรือผ่าเดือยไม้เพื่อนำไปประกอบ ให้ใช้เลื่อยละเอียดทั้งสองชนิดเช่นเดียวกัน
      5.เลื่อยทั้งสองชนิด คือ เลื่อยสำหรับผ่าและเลื่อยสำหรับตัดไม้ ดังกล่าวข้างต้น

        เครื่องมือที่ใช้กับเลื่อย
        คีมคัดคลองเลื่อย คือ คีมที่ใช้คัดปลายคมเลื่อยให้เบนสลับกันไปมา ปลายที่เลื่อยจะเฉียงสลับไปทางด้านตรงกันข้าม เลื่อยหลังจากใช้ไปชั่วระยะหนึ่งคลองเลื่อยจะถูกบีบทำให้เกิดความฝืด เวลาใช้ต้องคัดคลองเลื่อยโดยหงายฟันเลื่อยขึ้นใส่ปากกาหัวโต๊ะจับให้แน่นนำ คีมคัดคลองเลื่อยมาปรับความเอนของฟันเลื่อย ตามต้องการแล้วล๊อกให้แน่น เริ่มคัดคลองเลื่อยจากซ้ายไปขวาทีละฟัน การคัดให้ดูฟันเดิมที่เคยคัดไปแล้วจากซ้ายไปขวา ระวังอย่าหลงฟันเลื่อย และควรกดคีมให้สม่ำเสมอ เมื่อเสร็จด้านหนึ่งแล้วก็สลับข้างคัดอีกด้านหนึ่ง
         
                        ภาพการใช้คีมคัดคลองเลื่อย
http://www.thaicarpenter.com/images/catalog_pro_1363169400/IMGA0344.jpg
ตะไบสามเหลี่ยม ลำตัวของตะไบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้ตะไบลับคมใบเลื่อยให้มีความคมอยู่ตลอดเวลาเพื่อใช้งานได้ดี  การแต่งคมฟันเลื่อย หลังจากคัดคลองแล้วก็นำตะไบ 3 เหลี่ยม เลือกขนาดความเอนของฟันเลื่อยให้ตะไบอยู่ในช่องระหว่างฟันเลื่อยพอดี มือซ้ายจับปลายกด มือขวาถือด้ามดันตะไบไปข้างหน้าทีละช่อง ระวังแรงกดให้มือซ้ายกดอย่างสม่ำเสมอ จำนวนครั้งที่ดันต้องเท่ากันทุกช่องฟัน
                       
ภาพการใช้ตะไบแต่งคอมเลื่อย
http://board.trekkingthai.com/board/upload/photo/2010-12/08a082b9697300d94884e74d69d506f5.jpg
เลื่อยฉลุไฟฟ้า (Jig Saw or Saber Saw)

https://www.ktw.co.th/ktwimg/IMAGE/PRODUCT/BIG/Makita/BJV180.jpg
        เลื่อยไฟฟ้าชนิดนี้เป็นเลื่อยไฟฟ้าที่เราพบเห็นได้ ง่ายที่สุด และถือได้ว่เป็นเลื่อยที่ถูกนำมาใช้งานตามบ้านมากที่สุดด้วย จนเรียกเลื่อยชนิดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “เลื่อยเอนกประสงค์” อันเนื่องมาจากใช้งานง่ายและมีความคล่องตัวในการใช้งานรวมไปถึงการพกพาที่ สะดวกด้วย ลักษณะของเลื่อยชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายเตารีด โดยที่ด้ามถือจะมีลักษณะเป็นห่วง ทำให้ในขณะใช้งานเราจึงสามารถถือเลื่อยชนิดนี้ ด้วยมือเพียงข้างเดียวได้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็คอยประคองให้ตัวเลื่อยเคลื่อนที่ไปตามแนวที่เราต้อง การตัด ภายในของเลื่อยชนิดนี้จะประกอบไปด้วยชุดมอเตอร์และชุดฟันเฟืองที่ทำหน้าที่ ในการขยับใบเลื่อยให้ขึ้นและลงเป็นแนวตรงคล้ายกับจักรเย็บผ้า ที่บริเวณฐานของเลื่อยบางรุ่นยังสามารถปรับให้เลื่อยเอียงได้ถึง 45 องศา เพื่อทำการตัดไม้ในมุมเอียงได้ด้วย
        ในการเลือกใช้ใบเลื่อยนั้น จะต้องเลือกให้ถูกต้องกับชนิดของงาน เพื่อให้งานที่ออกมานั้นมีความสวยงามและถูกต้อง โดยใบเลื่อยที่ใช้ในการตัดไม้จะมีจำนวนฟันประมาณ 3-14 ฟัน ต่อนิ้ว ถ้าจำนวนฟันมีความถี่มากจะทำให้เวลา ในการเลื่อยช้า แต่ชิ้นงานที่ได้จะมีความเรียบ ฟันเลื่อยแบบนี้จะเหมาะกับไม้เนื้อแข็ง ในขณะที่ฟันหยาบ จะใช้เวลาในการเลื่อยนั้นเร็ว แต่ชิ้นงานที่ได้จะมีผิวที่ไม่ค่อยเรียบ ฟันเลื่อยแบบนี้จะเหมาะกับไม้เนื้อแข็ง ส่วนใบเลื่อยตัดเหล็กจะมีจำนวนฟันประมาณ 14-32 ฟันต่อนิ้ว โดยในการตัดโลหะนั้นจะต้องให้ฟันเลื่อยอย่างน้อย 2 ซี่ สัมผัสกับความหนาของขอบชิ้นงานทุกครั้ง มิฉะนั้นอาจจะทำให้รอยตัดที่ออกมานั้นหยาบและใบอาจจะหักในขณะที่ทำการเลื่อย ได้ นอกจากใบเลื่อยทั้งสองที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีใบเลื่อยอีกหลายแบบ เช่น ใบเลื่อยชุบคาร์ไบด์ เหมาะสำหรับงานตัดชิ้นงานที่เป็นคอนกรีต กระเบื้องเซรามิก เหล็ก ไฟเบอร์กลาส และวัสดุอื่นๆ เป็นต้น
เทคนิคการใช้เครื่องเลื่อยฉลุ
เครื่องเลื่อยฉลุหรือที่เรียกว่าเครื่องเลื่อยจิ๊กซอ นั้นมีความสามารถที่ตัดชิ้นงานได้หลายลักษณะ ซึ่งจะต้องมีเทคนิคในการใช้งานที่แตกต่างกัน
ขั้นตอนการใช้เลื่อยฉลุไฟฟ้า (Jig Saw or Saber Saw)
ขั้นตอนที่ 1
ก่อนการใช้งานควรทราบถึงส่วนประกอบและหน้าที่ของเครื่องก่อนมีดังนี้คือ ฐานรองใบเลื่อยเป็นตัวบังคับตัวเลื่อยในแนวเดียวกับชิ้นงาน สามารถปรับเอียงได้และมีตัวล็อคใบ ตัวเครื่องมีมอเตอร์ภายใน มือจับ มีสวิทช์ปิด-เปิดสะดวกในการใช้งาน ใบเลื่อยมีทั้งแบบละเอียดและหยาบ
ขั้นตอนที่ 2
ก่อนการใช้งานต้องตรวจสอบใบให้ล็อคแน่นเรียบร้อย เครื่องเลื่อยฉลุเหมาะสำหรับการตัดตามแนวเส้นโค้ง เช่น ลวดลายต่างๆ วงกลม และสามารถที่จะตัดแนวเส้นตรงได้ด้วยการใช้แนวบังคับการตัด เช่น ท่อนไม้ทำเป็นแนวบังคับ การตัดทั่วไปควรวางแนบฐานรองใบเลื่อยให้สนิทกับชิ้นงานในขณะตัด เพื่อป้องกันใบเลื่อยดีดหักเข้าตาได้
ขั้นตอนที่ 3
เมื่อตัดรอบช่องจนขาดหมดแล้ว ตัดเข้ามุมโดยดัดด้านใดด้านหนึ่งให้ชนมุมก่อนแล้วยกใบเลื่อยออกและตัดเข้า มุมนั้นจากอีกด้านหนึ่งให้ชนมุมพอดี เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ที่ไม่ชำนาญ ในตอนเริ่มต้นควรใช้สว่านเจาะรู ขนาดประมาณ 5 มม. ให้ใบเลื่อยลงได้แล้วค่อยตัด
ขั้นตอนที่ 4
เทคนิคการตัดขนาดตามแนวขนาน จะใช้ตัวปรับระยะหรือรั้วตั้งความลึกตามนขาดที่ต้องการทาบรั้วที่ด้านข้างชิ้นงานแล้วดันตัดไป
ขั้นตอนที่ 5
เทคนิคการตัดโลหะบางๆจะต้องใช้ใบเลื่อยที่มีฟันละเอียด หรือฟันเลื่อยแบบที่มีฟันอย่างน้อย 3 ซี่ จะสัมผัสกับชิ้นงานเพื่อให้การตัดไม่ทำให้ชิ้นงานเสียหาย ความเร็วในการดันเลื่อยตัดจะต้องช้ากว่าการตัดไม้
คำแนะนำ
        เนื่องจากเลื่อยจิ๊กซอว์มีความปลอดภัยสูง และใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง จิ๊กซอว์จึงเป็นเครื่องมืออย่างแรกที่ควรซื้อติดบ้านไว้

เลื่อยวงเดือน (Circular Saw)

http://thaimctools.com/wp-content/uploads/.jpg
        เลื่อยชนิดนี้เป็นเลื่อยที่ใช้กับชิ้นงานที่มีขนาด ค่อนข้างจะใหญ่ และมีกำลังในการตัดชิ้นงานสูง โดยส่วนใหญ่แล้วเลื่อยวงเดือนจะมีกำลังงานตั้งแต่ 500-1,500 วัตต์ เพื่อให้เหมาะกับงานที่จะใช้ ขนาดของตัวเลื่อยจะกำหนดจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของใบเลื่อย ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 3 3/8-16 5 /16 นิ้ว รุ่นที่นิยมใช้มากที่สุดจะเป็นรุ่นขนาด 7 ¼ นิ้ว ซึ่งมีความคล่องตัวในการใช้งานมากที่สุด ลักษณะภายนอกของตัวเลื่อยจะประกอบไปด้วย
ใบเลื่อย (Blade) จะ มีอยู่หลายแบบหลายชนิดด้วยกัน ขึ้นอยู่กับงานที่จะนำไปใช้งาน เช่น ใบเลื่อยผสม จะใช้สำหรับตัดไม้ทางขวางหรือตามเสี้ยนไม้ ใบเลื่อยชนิดนี้จะมีฟันเลื่อยขนาดใหญ่ทำให้ตัดไม่ได้อย่างรวดเร็ว แต่ขอบจะมีลักษณะหยาบ,ใบ เลื่อยตัด จะใช้สำหรับตัดขวางแนวเสี้ยนไม้ ลักษณะของฟันเลื่อยจะเป็นซี่ละเอียดสลับกับฟันลบมุมคม ทำให้ตัดได้นุ่มนวล เหมาะที่จะนำไปตัดไม้อัดและไม้บาง, ใบเลื่อยไส จะใช้สำหรับตัดขวางและตัดมุมเอียง,ใบ เลื่อยซอย ออกแบบมาสำหรับตัดตามเสี้ยนไม้ได้อย่างรวดเร็ว มีร่องฟันเลื่อยที่ลึก จึงทำให้คายเศษชิ้นไม้หรือขี้เลื่อยได้ดี เป็นต้น ในการติดตั้งใบเลื่อยจะต้องให้คมของใบเลื่อยหงายขึ้นทุกครั้ง
ฝาครอบกันใบเลื่อย (Blade Guard) จะติดตั้งอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนบนและส่วนล่าง มีไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะกำลังเลื่อยชิ้นงานอยู่ โดยจะป้องกันอันตรายจากใบเลื่อยเองและเศษขี้เลื่อยที่อาจจะกระเด็นไปถูกผู้ ปฏิบัติงาน
คันยกครอบกันใบเลื่อยด้านล่าง ใช้ในการโยกให้ฝาครอบกันใบเลื่อยด้านล่าง เลื่อนออกมาจากใบเลื่อยเพื่อให้สะดวกในการถอดเปลี่ยนใบเลื่อย
ฐานเครื่อง จะมีลักษณะเป็นโลหะชิ้นเดียวกันทั้งแผ่น ใช้ในการรองเลื่อยวงเดือนให้วางอยู่บนชิ้นงานที่เราทำการตัดได้อย่างมั่นคง ตัวล็อกฐาน (Tilt Adjustment) ใช้ในการปรับฐานเครื่องกับตัวเลื่อยให้ทำมุมกับชิ้นงาน โดยสามารถปรับได้สูงสุด 45 องศา กับตัวชิ้นงาน
ด้ามจับและไกสวิตซ์ (Handle and Power Switch) ลักษณะ ของด้ามจับจะมีรูปร่างที่สามารถให้มือสอดเข้าไปจับตัวด้ามจับได้ถนัด และบริเวณด้านในของด้ามจับจะมีไกสวิตซ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเปิดและปิดการทำ งานของเลื่อย โดยถ้าต้องการให้เลื่อยทำงานก็ให้กดสวิตซ์ลง แต่ถ้าต้องการหยุดการทำงานก็ให้ปล่อยไกสวิตซ์ ในเลื่อยบางรุ่นจะมีปุ่มกดเพิ่มขึ้นมาทางด้านข้างของไกสวิตซ์เมื่อทำการกด ปุ่มนี้แล้วไกสวิตซ์ก็จะถูกกดค้างไว้โดยที่เราไม่ต้องทำการกดไกสวิตซ์เลย

ขั้นตอนการใช้งานเลื่อยวงเดือน (Circular Saw)
ขั้นตอนที่ 1
วิธีตัดเจาะภายใน - ปรับใบให้ออกมามากที่สุดวางตัวเลื่อยให้ใบอยู่ด้านในเส้นที่ขีดไว้วางตัว เลื่อยโดยให้ส่วนหน้าเครื่องแนบกับชิ้นงานก่อนแล้วค่อย ๆ กดตัวเครื่องลง ดันตัดตามแนวโดยไม่ต้องถึงมุมส่วนมุมใช้เลื่อยมือแต่งมุม ให้ระวังมือด้านที่อยู่ใกล้ใบเลื่อยมากที่สุด       
ขั้นตอนที่ 2
วิธีตัดไม้มุมเอียง - วัดขนาดตามมุมที่ต้องการอาจเป็นฉากที่ปรับมุมได้หรือ วัดขนาดโดยไม่มีองศาจับยึดแนวรั้วด้วยแคล้มป์แล้วตัดตามแนวที่ต้องการ      
ขั้นตอนที่ 3
วิธีตัดโดยใช้รั้วเป็นตัวนำ วัดขนาดและขีดเส้นเป็นแนวที่ต้องการตัดไว้ วัดระยะจากขอบใบเลื่อยถึงขอบแท่นตัวเลื่อย จากนั้นวัดขนาดจากเส้นที่ขีดไว้บวกด้วยระยะของใบเลื่อยถึงขอบแท่น วางรั้วเหล็กหรือรั้วไม้ตรงตามแนวจับยึดด้วยแคล้มป์แล้วตัดตามแนว
ขั้นตอนที่ 4
วิธีตัดไม้ให้มีขนาดยาวเท่ากัน- ตอกยึดไม้ที่ตรงเพื่อเป็นตัวชนของไม้ที่จะตัดนำไม้ที่ต้องการตัดมาวางเรียง กันโดยให้ด้านหนึ่งชนแนวไม้ที่ตอกยึดไว้ขีดเส้นระยะที่ต้องการตัดลบด้วยระยะ จากใบเลื่อยถึงแท่นเพื่อเป็นแนววางรั้ววางรั้วและยึดแน่นด้วยแคล้มป์

แท่นเลื่อยวงเดือน (Table Saw)

http://boschpromo.com.ua/resource/products/GTS_10.jpg

        เป็นเลื่อยที่ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายตาม โรงเลื่อยต่าง ๆ เพราะเนื่องมาจากสามารถตัดแผ่นไม้ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้อย่างสบาย และนอกจากนั้นยังสามารถที่จะตัดไม้ให้มีลักษณะต่าง ๆกัน ได้อย่างมากมาย เช่น การเซาะร่อง,การตัดทำเดือย,การบากชิ้นงาน,การตัดเฉียง เป็นต้น ลักษณะของเลื่อยชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแท่นตัดผิวเรียบ
        ด้านล่างติดตั้งมอเตอร์พร้อมใบเลื่อยวงเดือน บริเวณปลายของใบเลื่อยจะโผล่ขึ้นมาจากแท่นตัดโดยที่จะมีฝาครอบกันใบเลื่อย คอยป้องกันไม่ให้เศษขี้เลื่อยกระเด็นเข้าตาเราได้ ที่ปลายของใบเลื่อยที่โผล่พ้นมากหรือน้อยก็ได้ขึ้นอยู่กับความหนาของไม้ นอกจากนั้นใบเลื่อยยังสามารถปรับมุมเอียงได้สูงสุด 45 องศา ลักษณะของใบเลื่อยจะใช้เช่นเดียวกับเลื่อยวงเดือน ที่บริเวณแท่นตัดจะมีคานบังคับไม้สำหรับยึดไม้ เพื่อป้อนไม้ให้เป็นแนวเส้นตรง
ขั้นตอนการใช้งานแท่นเลื่อยวงเดือน (Table Saw)

ขั้นตอนที่ 1
ก่อนการปรับเปลี่ยนปรับตั้ง ขนาดหรือใบจะต้องมั่นใจว่าเครื่องปิดอยู่เสมอ และต้องตรวจสอบดูว่าแคล้มป์ที่ยึดรั้วแน่นหรือไม่และมีวัสดุอะไรขวางทางใบ เลื่อยหรือไม่      
ขั้นตอนที่ 2
การยืนควรยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของแนวใบเลื่อย เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายหากใบเลื่อยหลุดใช้ที่ครอบใบเลื่อยทุกครั้งที่มี การตัด ใช้ที่ครอบใบเลื่อยทุกครั้งที่มีการตัด  
ขั้นตอนที่ 3
ห้ามตัดชิ้นงานแบบอิสระโดยไม่มีอะไรยึดเป็นแนวรั้วซึ่งการตัดลักษณะนี้ใบ เลื่อยที่หมุนตัดอยู่จะขัดกับชิ้นงานและดีดชิ้นงานออกมาโดนผู้ทำงานเป็น อันตรายได้  
ขั้นตอนที่ 4
เลือกใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยให้เหมาะสมกับงาน ในกรณีที่ไม่ชำนาญ หรือไม่มั่นใจ      
ขั้นตอนที่ 5
เมื่อปิดเครื่องแล้วใบเลื่อยยังไม่หยุดห้ามหยุดใบเลื่อยด้วยการนำไม้ไปใส่ หรือมือไปสัมผัสใบเลื่อยห้ามทำความสะอาดแท่นเลื่อยด้วยมือเปล่า ควรใช้แปรงปัดหรือลมเป่า      
ข้อควรระวัง : เนื่อง มาจากเลื่อยวงเดือนมีความสามารถในการตัดชิ้นงานที่สูง จึงควรใช้ความระมัดระวังและรอบคอบในการใช้งานทุกครั้ง เช่น เมื่อต้องการจะเปลี่ยนใบเลื่อยจะต้องทำการปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กไฟก่อนทุก ครั้ง,สวมแง่นนิรภัยป้องกันดวงตาและหน้ากากกันฝุ่น พร้อมกับใส่ที่อุดหู ในขณะปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันเศษขี้เลื่อยและเสียงของตัวเลื่อย, เป็นต้น

เลื่อยตัดปรับมุม (Miter Saw)

http://thumbnail.igetcdn.com/resize/.jpg
        เลื่อยชนิดนี้เป็นเลื่อยที่สามารถทำการปรับมุมได้ตั้งแต่ 45-90 องศา ได้คงที่ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องทำการปรับตั้งมุมบ่อย ๆ จึงทำให้นิยมนำไปใช้ในการตัดไม้เพื่อทำวงกรอบ,คิ้ว บัวหรือกรอบรูป เป็นต้น
การใช้งาน
1.   ศึกษาคู่มือการใช้งาน และปลั๊กไฟต้องไม่เสียบอยู่ ให้ลองขยับและดูการปรับตั้งต่างๆ ของเลื่อยดู
2.   ทำตามคำแนะนำในคู่มือ หาเศษไม้มาเพื่อทดลองตัด โดยที่ยังไม่เสียบปลั๊กไฟ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าใบเลื่อยจะตัดตรงไหน และตัวครอบจะเคลื่อนที่อย่างไร
3.   ก่อนที่จะเสียบปลั๊ก ต้องดูก่อนว่าฐานถูกยึดหรือขันนอตติดไว้กับโต๊ะแล้ว และต้องดูว่าที่พื้นไม่มีของวางไว้เกะกะ

ขอบคุณแหล่งที่ วิชาการคอม

ทักษะการใช้และการเก็บรักษา เครื่องมือประเภทเจาะ

เครื่องมือเจาะ (DRILL TOOLS) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเจาะชิ้นงานที่เป็นโลหะหรือไม้ เพื่อให้ได้รูตามที่ต้องการ
วิธีการใช้สว่าน
        •  ก่อนเจาะทุกครั้งควรใช้เหล็กตอกนำศูนย์ตรงจุดที่ต้องการเจาะ เพื่อให้ดอกสว่านลงถูกตำแหน่ง
        •  ควรจับเครื่องเจาะให้กระชับและตรงจุดที่เจาะ
        •  การเจาะต้องออกแรงกดให้สัมพันธ์กับการหมุน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้
        •  ในการเจาะชิ้นงานให้ทะลุทุกประเภทจะต้องมีวัสดุรองรับชิ้นงานเสมอ
        •  ควรเลือกใช้ดอกสว่านให้เหมาะสมกับขนาดของชิ้นงาน
        •  ไม่ควรใช้ดอกสว่านผิดประเภท เช่น ดอกสว่านเจาะคอนกรีตไม่ควรนำไปเจาะเหล็ก เป็นต้น
การจัดเก็บและบำรุงรักษา
        •  ตรวจสอบตรวจซ่อมสว่านให้มีสภาพการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        •  ทำความสะอาดหลังการใช้งานทุกครั้ง
        •  ก่อนนำไปเก็บให้ชโลมนำมันเครื่องใสทุกครั้ง
เครื่องมือเจาะในงานไม้
http://เครื่องมือช่างไม้.com/
1.      สว่าน (Drills)
การเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อนำน็อต สกรู หรือตะปูยึดติด อาจจะต้องใช้เครื่องมือเจาะรูที่เรียกว่า “สว่าน” สว่านที่ใช้เจาะมีรูปร่าง ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ชนิดของงานที่ใช้ ดังนี้
        -  สว่านข้อเสือ
        -  สว่านมือ
        -  เหล็กหมาดและบิดหล่า
        -  เหล็กตอกรู
-     สว่านข้อเสือ (Brace drills) ช่างไม้นิยมใช้สว่าน เจาะรูปช่วยในการทำรูเดือย ส่วนประกอบของสว่านชนิดนี้มี 3 ส่วนคือ ส่วนหัว (Head) ส่วนมือจับ (Handle) และที่ปรับดอกสว่าน (Chuck)การใช้งานจะ หมุนตามเข็มนาฬิกา เพื่อยึดให้แน่น แต่ถ้าจะคลายต้องหมุนไปทางซ้าย สามารถใช้งานได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง

http://www.mymarket.in.th/shop_user/homemart/image/.jpg
-     สว่านมือ (Hand drill) หรือสว่านเจาะนำ การเจาะรูชิ้นงานจะเจาะให้เล็กกว่า ¼” สามารถเจาะได้ทั้งงานเหล็กและงานไม้ ลักษณะแตกต่างกับสว่านข้อเสือ ส่วนที่ใช้หมุนดอกสว่านเพื่อยึดชิ้นงานจะใช้ส่วนที่เรียกว่า Crank ถ้าใส่ ดอกสว่านไม่ดี ดอกสว่านจะหักง่าย สว่านเมื่อสามารถเจาะได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง

https://www.ktw.co.th/ktwimg/IMAGE/PRODUCT/BIG/STANLEY/03-011.jpg

ก.   เหล็กหมาด (Brad awl) รูปร่างคล้ายไขควงเล็ก ๆ ใช้สำหรับเจาะในเวลาที่จะตอกตะปูหรือตะปูเกลียว วิธีใช้จะกดลงในเนื้อไม้แล้วบิดซ้ายขวา ไม่ควรใช้กับไม้บาง

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhe8BaevgtuLLEbXcH-37AdAQC_GiLuU9Ge5OwGmq9GIe2H4UE6g4yLpBn45y-deKqJN94xnCnpK9U2-s4Ka84VxWJEMZhJqBjd6pIDMzWvSoufbbANMddtUmegIUUZP6m44If_N8DW4JU/s1600/bradawl.jpg

ข.   บิดหล่า (Gimlet bit) ใช้เจาะรูขนาดเล็ก ๆ ที่ต้องการฝังตะปูควงเข้าไปในเนื้อไม้แข็งมีขนาดตั้งแต่ 1/16” – 3/8”

http://i1092.photobucket.com/albums/i408/John_Winton/gimlet-tool.jpg

-    สว่านไฟฟ้า (ELECTRIC DRILL) เป็นเครื่องมือเจาะแบบเครื่องจักร (MACHINE TOOLS) ใช้กำลังขับจากมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้ในการเจาะรูในงานโลหะหรืองานไม้ ปัจจุบันสว่านไฟฟ้าเป็นที่นิยมและใช้กันมากกว่าสว่านชนิดอื่น ๆ เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา ประสิทธิภาพการทำงานสูง

รูปแสดงสว่านไฟฟ้า
 http://www.สว่านไฟฟ้า.com/upimage/1339692654.jpg
อุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับกับเครื่องมือที่เจาะรูที่กล่าวมาแล้ว ถือว่ามีความสำคัญในการเจาะรูที่จะขาดเสียไม่ได้ นั่นก็คือ “ดอกสว่าน” เพื่อความเข้าใจในเรื่องการเจาะให้มากขึ้นจะขออธิบายถึงดอกสว่านดังนี้

http://www.be2hand.com/upload/201105/201105-16-152605-1.jpg

1. ดอกสว่านเจาะ (Drill bit) ใช้กับงานที่ต้องการคว้านเนื้อไม้ภายในวงกลมออก มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นลำตัว และส่วนปลายที่เป็นเกลียว ส่วนที่เป็นเกลียวที่ปลายจะแหลมคม เกลียวเล็ก ๆ ที่ตอนปลายจะฝังและดูดส่วนอื่นให้เข้าในเนื้อไม้ เกลียวจะมีทั้งชนิดหยาบและละเอียด ขนาดของดอกสว่านเรียกเป็นเศษส่วน 16 ของนิ้วเสมอ เช่น ขนาด 3/16” (ขนาดที่กล่าวมานี้หมายถึงขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางรูที่จะเจาะ) ที่ตอนโคน เป็นรูปเรียวเหลี่ยม สำหรับจำปายึดแน่น

http://www.toolfix.com.au/images/C/drill%20bits.jpg

2. ดอกสว่านขยายหัว (Expansive bit) ลักษณะหัวสามารถขยายหรือลดลงได้โดยเลื่อนตอนปลายของดอกสว่าน ใช้เจาะรูได้ตั้งแต่ 1” ขึ้นไป สามารถเจาะได้ถึง 4” เหมาะกับงานเจาะรูกุญแจ และงานท่อน้ำผ่าน (บ้านที่มีฝาเป็นไม้)

https://www.cromwell.co.uk/images/product/KEN/597/KEN5974400K_0.jpg

3. ดอกสว่านรูลึก (Foerstner bit) ลักษณะที่หัวดอกสว่านเป็นสัน มีทั้งที่เป็นเกลียวและไม่เป็นเกลียว ซึ่งจะเจาะได้ลึกเป็นพิเศษจนถึงเจาะไม่ได้ ใช้เจาะในงานต่าง ๆ ได้ดี เช่น รูกุญแจ หรือเจาะรูช่องลำโพงวิทยุ เป็นต้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ¼” –2”

http://www.startwoodworking.com/sites/startwoodworking.com/files/uploads/taunton/images/4-Forstner-bit(1).jpg
4. ดอกสว่านเฉพาะงาน (Straight-shank drill) ใช้เจาะรูกลมเล็ก ๆ ลักษณะของดอกสว่านมีปีก 2 ข้าง เกสรเป็นเกลียว ในแต่ละเกลียวมีร่องสำหรับเก็บเศษไม้ ขนาดที่มีในท้องตลาดตั้งแต่ 1/16” – ½” (ขนาดจะแบ่งย่อยละเอียดกว่าชนิดอื่น ๆ เพื่อการใช้งานเฉพาะ) ใช้สำหรับเจาะรูเพื่ออุดหัวตะปูในงานเข้ามุมของโต๊ะ เก้าอี้ วงกบ เป็นต้น

http://www.home2all.com/Photo/YAF/2012/09/18/bbf4ab79-1cc2-43c8-9b96-5d29584c9625.jpg
5. ดอกสว่านอัตโนมัติ (Automatic drill bit) ใช้สำหรับงานเจาะรูเล็ก ๆ เช่นเดียวกับข้อ 4 แต่การทำงานจะสะดวกกว่า เมื่อใช้ควบคู่กับไขควงอัตโนมัติ คือสามารถใช้มือเพียงข้างเดียว
ทำงานได้
การใช้งานของดอกสว่าน

เพื่อการเจาะในงานไม้จะทำได้โดยบังคับดอกสว่านด้วยที่บังคับ และปรับความลึกตามที่ต้องการ หรืออาจะทำที่บังคับใช้เองก็ได้ ดอกสว่านที่นำมาใช้งานต้องเลือกดอกสว่านตามขนาดและชนิดที่เหมาะสมกับงาน ทำเครื่องหมายที่จะเจาะ (เครื่องหมาย +) ไว้แล้วตั้งสว่านให้ได้ฉากกับไม้ ที่จะเจาะ เพื่อจะได้แนวตรง ขณะที่เจาะไม้ควรระวังความลึกด้วย เพราะบางครั้งอาจไม่ต้องการเจาะทะลุ เมื่อเจาะได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ให้นำดอกสว่านออกจากรู และเศษผลไม้ต่าง ๆ ออกจากรูให้สะอาดด้วย การใช้งานของดอกสว่าน

การเลือกใช้ดอกสว่าน  การเจาะรูชิ้นงานที่เป็นโลหะ  เราควรเลือกดอกสว่านที่จะเจาะให้ถูกชนิด และถูกขนาด โดยมีวิธีการเลือกดังนี้
การเลือกชนิดดอกสว่าน  ดอกสว่านมีหลายชนิดเช่น      
1. ดอกสว่านเจาะโลหะ            
     - ดอกสว่านแบบ HS  High Speed  ใช้สำหรับเจาะวัตถุเช่น ไม้ พลาสติก            
     - ดอกสว่านแบบ HSS  Hih Speed Steel   ใช้สำหรับเจาะเหล็กชนิดต่าง ๆ เช่น เหล็กแผ่น เหล็กอ่อน เหล็กเหนียว เหล็กหล่อ มีความแข็งสูงมาก        
2. ดอกสว่านเจาะปูน        
3. ดอกสว่านเจาะไม้        
     ดอกสว่านที่ใช้งานจะมีหลายขนาด  การนำไปใช้งานต้องคำนึงถึงความเร็วที่จะใช้เจาะรูด้วย            
     ดอกสว่าน  ขนาดเล็ก    ใช้ความเร็วในการเจาะ  สูง            
     ดอกสว่าน  ขนาดใหญ่  ใช้ความเร็วในการเจาะ  ต่ำ
วิธีการเลือกซื้อดอกสว่านให้เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 1 ดอกสว่านเจาะรูไม้ :ลักษณะปลายดอกคล้ายหางปลากลางดอกเป็นปลายแหลมสำหรับเจาะนำศูนย์  เป็นดอกสว่านที่ใช้สำหรับเจาะรูไม้ที่มีขนาดกว้างไม่มาก ใช้เจาะรูสำหรับเดือยลูกบิด บานประตู เจาะร้อยสายไฟในตู้
ขั้นตอนที่ 2 ดอกสว่านเจาะรูไม้แบบปรับขนาดได้ :ลักษณะปลายดอกเป็นแป้นวงกลมสำหรับใส่ใบฟันตัดส่วนกลางดอกมีเกลียวสว่าน สำหรับเจาะนำศูนย์ มีขนาดเจาะตั้งแต่ 1 นิ้ว - 2 ½ นิ้ว เหมาะสำหรับการเจาะรูไม้ที่มีขนาดกว้างมากๆเช่นเจาะรูสำหรับลูกบิด บานประตู รูสวมท่อน้ำในตู้ครัว
ขั้นตอนที่ 3 ดอกสว่านเจาะปูน :ลักษณะดอกเป็นเกลียวบิด ส่วนปลายดอกเป็นเหล็กแข็งเพื่อรับแรงกระแทกการใช้งาน เหมาะสำหรับการเจาะปูน เจาะอิฐ
ขั้นตอนที่ 4 ดอกสว่านเจาะรูโลหะ : ลักษณะปลายดอกวงกลมมีฟันตัดคล้ายเลื่อย ปลายดอกมีเกลียวสว่านสำหรับเจาะนำ ศูนย์ ดอกประเภทนี้เหมาะกับการใช้งานสำหรับเจาะ รูโลหะ , ใช้เจาะรูสำหรับใส่ก๊อกน้ำของอ่างล้าง จาน
ขั้นตอนที่ 5 ดอกสว่านเจาะเหล็ก : ลักษณะดอกเป็นเกลียวตัดตล อดดอก ปลายดอกแหลมสำหรับจิกชิ้นงาน ซึ่งจะเป็นดอกสว่านที่มีขายทั่วไป เหมาะสำหรับการเจาะโลหะทั่วไปและพลาสติก การเจาะเหล็กควรเลือกดอกสว่านที่เป็น High speed steel
ขั้นตอนที่ 6 ดอกสว่านเจาะไม้ :ลักษณะส่วนปลายดอกสว่านเป็นเกลียวบิด 2 เกลียวส่วนปลายดอกแหลม ด้านข้างปลาย ดอกมีครีบแหลม 2 ครีบ สำหรับกรีดไม้กันไม้ฉีกเวลาเจาะ การใช้งานสำหรับใช้เจาะไม้โดยเฉพาะ
ขั้นตอนที่ 7 ดอกสว่านขั้นบันได : ลักษณะดอกสว่านเป็นรูปกรวย ขึ้นไป ขอบดอกสว่านเป็นหยักขั้นบันไดตามขนาดรูเจาะปลายดอกเจียรเป็นมุมสำหรับการ เจาะชิ้นงาน ในแต่ละขั้นจะมีตัวเลขบอกขนาดรูเจาะที่ด้านในสามารถมองเห็นชัดเจน ดอกนี้เหมาะกับการใช้งานสำหรับการเจาะเหล็ก ไม้ สเตนเลส พลาสติก -สามารถเจาะรูได้หลายขนาดโดยไม้ต้องเปลี่ยนดอกสว่านบ่อยๆ สามารถลับคมได้
2.   สิ่ว (Chisels) คือเครื่องมือใน งานไม้ที่เป็นเหล็ก มีความคม จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อไสไม้ได้ขนาดแล้ว งานที่จะทำต่อไปคือการประกอบไม้เข้าด้วยกันโดยการเจาะ สิ่วจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานเจาะมากที่สุด การแบ่งสิ่วตามลักษณะที่สร้างมาในท้องตลาด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
-         สิ่วที่โคนเรียวแหลมฝังเข้าไปในด้าม เรียกว่า Tang
-         สิ่วที่ด้ามฝังเข้าในโคนสิ่ว เป็นท่อเรียวกลวงข้างใน เรียกว่าSocket
แต่ถ้าแบ่งสิ่วตามชนิดและลักษณะของการใช้งาน สามารถแบ่งได้ดังนี้
ก.   สิ่วใบหนา (Firner chisel) สิ่วชนิดนี้จะมีใบที่หนาแข็งแรง ใช้งานได้ทั้งหนักและเบาขนาดความกว้างมีตั้งแต่ 1/8” –1” (ขนาดสิ่วเรียกตามความกว้าง)

http://i40.tinypic.com/f4451g.jpg

ข.   สิ่วปากบาง (Paring chisel) สิ่วชนิดนี้ใบจะบางกว่าชนิดแรก โดยทั่วไปจะใช้สิ่วนี้เซาะไม้ด้วยมือ ไม่นิยมใช้ตอก ตอนริมของใบสิ่วจะเอียงลาดลงไปหาอีกด้านหนึ่ง เพื่อทำงานละเอียด มีขนาดตั้งแต่ 1/8” –2”

http://www.craftsmanstudio.com/images_p/C!007PC.jpg

ค.   สิ่วเข้าโครง (Framing chisel) ตัวสิ่วจะหนักและแข็งแรงมาก ใช้ในงานหนัก ๆ เช่น การประกอบโครงเรือ สิ่วชนิดนี้จะมีวงแหวนเหล็กที่ด้ามเพื่อกันด้ามแตก

http://www.jimbodetools.com/images/products/165277.jpg

ง.   สิ่วเดือย (Mortisel chisel) ใช้สำหรับเจาะร่องรับเดือย ลักษณะพิเศษคือ ตัวสิ่วตั้งแต่ด้ามลงมาที่ตัวสิ่วจะหนา เพราะเวลาเจาะต้องใช้สิ่วงัดเพื่อให้ไม้หลุด ซึ่งใช้กำลังมากกว่าสิ่วธรรมดาที่กล่าวมาแล้ว

http://www.thewoodshepherd.com/Chisels/LN%20socket%20mortise%20chisels.jpg

จ.   สิ่วทำบัวหรือสิ่วเซาะร่อง เป็นสิ่วที่ใช้ทำบัว เซาะร่อง เจาะรูกลม หรือแต่งไม้ส่วนที่เป็นโค้ง ใบสิ่วมีลักษณะรูปโค้งเว้า ขนาดใบกว้าง ¼” –2” มักเรียกสิ่วชนิดนี้ว่า สิ่วเล็บมือ

http://img.tarad.com/shop/b/bigbossmall/img-lib/spd_20090417142204_b.jpg
3.  เหล็กตอกรู(Hollow punch sets)
ลักษณะ ตุ๊ดตู่ ซึ่งเป็นเหล็กกลม มีหลายขนาดปลายแหลมมีรูกลวง ใช้ค้อนตอกสำหรับเจาะรู สำหรับวัสดุที่ไม่แข็ง เช่น ทองเหลือง (Brass) ทองแดง (Copper) หนัง (Leather) ผ้าใบ (Canvas) และ ประเก็น (Gasket) ในชุด มีขนาดรู 6-38 มม. แท่น ช่วยให้เจาะได้สะดวก รูที่ได้จะออกมา เป็นวงกลม เรียบ

http://www.thai-material.com/images/All-sizes-of-J2-LaiNam2(1).jpg


การแต่งคมเครื่องมือ

เครื่องมืองานช่างไม้ที่ดีควรจะต้องพร้อมที่จะใช้งาน ไม่ว่าจะเรื่องความคม การประกอบหรือการใช้ สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ความคมของเครื่องมือ ซึ่งจะส่งผลให้งานออกมาได้ผลดีตามไปด้วย ดังนั้นนักศึกษาจึงควรได้ศึกษาและให้ความสนใจในเรื่องการลับคมของเครื่องมือ และสามารถปฏิบัติได้เองพอสมควร เมื่อใดที่นำเครื่องมืองานไม้ไปใช้งาน แต่ไม่มีการลับคมเครื่องมือที่ดี งานที่ทำจะยุ่งยากและไม่สะดวก การแต่งคมเครื่องมือในงานไม้ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การใบกบ สิ่ว และดอกสว่าน ดังนี้
ก.   การลับใบกบ ใบสิ่ว เมื่อใบกบ ใบสิ่ว ไม่คม หรือบิ่น ต้องแต่งและลับให้ได้รูปร่างเช่นเดิมเพื่อให้การทำงานได้สะดวกและถูกต้อง ควรปฏิบัติการลับคมดังนี้
ข้อมูลจาก : http://www.homedd.com/HomeddWeb/servlet/homedd.A_home_diy.frontweb.DiyTopic?msn=1&Mytype=1&JobID=00005&ClassID=00023&ItemID=05104
 ขั้นตอนที่ 1
ลับด้วยหินลับ สำหรับสิ่วปากบางทั่วไปที่หน้าคมสิ่วตรง การลับโดยการวางสิ่วบนหินลับและดันลับตามทิศทางโดย ออกแรงสม่ำเสมอ การลับลักษณะนี้เหมาะกับสิ่วที่มีหน้ากว้าง 1 - 2 นิ้ว
ขั้นตอนที่ 2
สิ่วโค้งหรือสิ่วทำบัว ควรลับในลักษณะให้โค้งไปตามคมสิ่วคือออกแรงดันสิ่วไปข้างหน้าแล้วหมุนคมสิ่ว ตามไปด้วยอย่างสม่ำเสมอและโค้งด้านในของสิ่วที่ไม่สามารถลับตามแนวราบได้ ควรใช้หินลับที่โค้งเข้ารูปกับคมสิ่ว
ขั้นตอนที่ 3
วางใบกบให้คมตัดแนบกับหินลับตามมุมตัดที่ต้องการ กบล้างมุมตัดประมาณ 45 องศา กบผิวมุมตัดประมาณ 60 องศา ดันใบกบลับกับหินลับโดยออกแรงกดสม่ำเสมอลับคมให้เอียงอีกประมาณ 5 องศา เพื่อให้คมอยู่ได้นาน
ขั้นตอนที่ 4
ลับด้วยแท่นลับ เพื่อให้ได้มุมตัดของคมนั้นตรงตามต้องการ ควรใช้แท่นจับใบสิ่วหรือใบกบ ล็อคไว้แล้วลับคมตามปกติ วิธีนี้ควรใช้ หินลับที่หน้าหินเรียบตรงไม่โค้งหรืออาจจะทำแท่นเองก็ได้ทำจิ๊กแท่นลับขึ้น มาหรือแท่นสำเร็จสำหรับการลับคมดันตามปกติ

ข.   การลับคมดอกสว่าน เพื่อให้ดอกสว่านที่ใช้เจาะรูไม้มีความคม และเจาะรูไม้เพื่อทำงานได้ง่าย มีวิธีการปฏิบัติดังนี้คือ

http://eu.lib.kmutt.ac.th/elearning/Courseware/TEN121/chapter7/pic%20chapter7/7.16.jpg

การลับดอกสว่าน มีขั้นตอนการลับดังนี้

http://www.thaicarpenter.com/images/1174312057/drill.jpg

http://sieuthithietbidongnai.com.vn/upload/product/GSM200.jpg

1. เปิดสวิตช์เครื่องเจียรนัยตั้งโต๊ะ โดยไม่ยืนอยู่หน้าล้อหินโดยตรง ต้องยืนอยู่ด้านข้างล้อหินเพราะแรงเหวี่ยงในการเปิดครั้งแรกมีความแรงมาก และต้องให้หินเจียระไนหมุนนิ่งก่อนจึงทาการเจียระไนลับคมตัด
2. ใช้มือซ้ายจับบริเวณส่วนปลายของดอกสว่าน ส่วนมือขวาประคองอยู่บริเวณส่วนปลายของดอกสว่าน โดยที่มือซ้ายวางอยู่บนแท่นรองรับงานหินเจียระไนเมื่อพร้อมจึงเคลื่อนคมตัด ของดอกสว่านเข้าหาล้อหินเจียระไนอย่างช้าๆ
3. เมื่อมองจากด้านบน ดอกสว่านจะทำมุมกับผิวด้านหน้าของหินเจียระไน 59 องศา (ลับคมทั้ง 2 ข้างให้คมและเท่ากันก่อน)

http://eu.lib.kmutt.ac.th/elearning/Courseware/TEN121/chapter7/pic%20chapter7/7.10.jpg

4. เคลื่อนดอกสว่านเข้าสัมผัสกับล้อหินเจียระไน สังเกตเห็นคมตัดของดอกสว่านถูกลับจนกระทั้งคมดีแล้ว ให้กระดกปลายคมตัดขึ้น พร้อมกับหมุนบิดดอกสว่านไปตามเข็มนาฬิกา เพื่อเจียระไนให้เกิดมุมฟรี 8-12 องศา

http://eu.lib.kmutt.ac.th/elearning/Courseware/TEN121/chapter7/pic%20chapter7/7.11.jpg

5. เจียระไนดอกสว่านเอียงทำมุมกับหน้าล้อหิน 59 องศา มุมจิก (Cutting Angle) เป็นมุมรวมที่ปลายดอกสว่าน ซึ่งจะมีขนาดมุมแตกต่างกันตามชนิดของวัสดุที่จะนำมาเจาะ เช่น เหล็กเหนียวทั่วไป จะมีมุมรวม 118 องศา (ครึ่งหนึ่งเท่ากับ 59 องศา)
6. ค่อย ๆ บิดดอกสว่านให้หมุนพร้อมกับออกแรงกดมากขึ้น จะทำให้ได้มุมฟรีด้านหลังคมตัด ทำเช่นนี้ทั้ง 2 ข้างของคมตัดดอกสว่าน
7. มุมรวมของดอกสว่าน ซึ่งถ้าลับได้มุมที่ถูกต้องความยาวของคมตัดทั้ง 2 ด้านจะต้องเท่ากัน
8. ขณะลับต้องนำดอกสว่านจุ่มน้ำหล่อเย็นบ่อย ๆ เพื่อระบายความร้อน ลับดอกสว่านสลับกันทีละข้าง จนได้ขนาดมุมเท่ากันตามต้องการ

http://eu.lib.kmutt.ac.th/elearning/Courseware/TEN121/chapter7/pic%20chapter7/7.14.jpg

ข้อแนะนำ
มุมฟรีหรือมุมหลบหลังคมตัด (Lip Clearance Angle)
เป็นมุมที่ลาดเอียงจากด้านหลังของคมตัด เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวดอกสว่านด้านหลังคมตัดเสียดสีกับงาน ซึ่งจะทาให้ดอกสว่านไม่กินงาน มุมฟรีประมาณ 8-12 องศา ถ้ามีมุมฟรีมากกว่านี้จะทำให้คมตัดอ่อนและเสียหายได้ง่าย ในการลับคมตัด ของดอกสว่านที่ใช้งานกันทั่ว ๆ ไป มุมคมตัดของดอก สว่านจะมีค่ามุมเป็น 118 องศา ครึ่งหนึ่งเท่ากับ 59 องศา เพราะฉะนั้น การทาบคมตัดของดอกสว่านจะต้องวางทาบให้ได้มุม 59 องศากับผิวหน้าของล้อหินเจียระไน แล้วจึงกดดอกสว่านพร้อมกับหมุนให้ลับช่วงด้านหลังให้เกิดมุมหลบ เพื่อลดการเสียดสีและทำให้เกิดคมตัดขึ้น
ศึกษาข้อมูลการลับดอกสว่านเพิ่มเติมได้ที่ >>> http://www.thaibuiltin.com/?page_id=919

ที่มา วิชาการคอม

ทักษะการตอกตะปู

การตอกตะปู มองดูแล้วจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก  ซึ่งดูเหมือนงานที่เด็กเล็ก ๆ ก็ตอกตะปูเองได้แล้ว  แต่เรื่องจริงนั้นเชื่อหรือไม่นั้น ว่าผู้ใหญ่บางคนยังตอกตะปู โดยหัวตะปูไม่แนบชิดกับไม้หรือผนังคอนกรีตได้เลยสักครั้ง โย้เย้ งอ กระเด็นกระดอนเสียก่อนบ้าง หรือไม่ก็ตอกจนพื้นแตกไปเลย

http://gt.in.th/wp-content/uploads/gt00648.jpg
 
          อันที่จริงเป็นเรื่องง่าย หาราเลือกชนิดของตะปูให้ถูกกับงาน เพราะตะปูนั้นมีหลายชนิดและหลายขนาดของวัตถุที่ตอกลงไป เช่นปูน(คอนกรีต)กับไม้นั้น ก็ต้องใช้ตะปูต่างกัน และต้องพิจารณาขนาดของตะปูเป็นส่วนสำคัญด้วย งานบางอย่างใช้ตะปูตัวเล็ก ๆ ก็พอ  ตะปูใหญ่เกินไปก็อาจเกิดความเสียหายได้

http://www.scghomesolution.com/content/upload/images/trick2.jpg
 
          เทคนิคที่สำคัญที่ต้องอาศัยทักษะการฝึก คือต้องจัดตะปูให้ตรง ตั้งฉากกับพื้นที่ ที่จะตอกตลอดเวลาที่ตอกลงไป โดยจับค้อนให้มั่นและพยายามตอกลงในทิศทางและระดับตลอดจนน้ำหนักเดียวกันทุก ครั้ง
 
การตอกตะปูขนาดเล็กมาก : ตะปูที่มีขนาดเล็กทำให้เกิดความลำบากเวลาใช้นิ้วจับตัวตะปูขณะตอก  ควรแก้ปัญหาด้วยการใช้กระดาษแข็งเป็นตัวจับตะปูแทน : (Pairat 2013)
  
http://www.homedd.com/HomeddWeb/homedd/upload_files/pic_diy/pic_procedure/969354271613_5108-4.gif
(ใครที่มีปัญหา เวลาตอกตะปู ตอกเท่าไหร่ ตะปูล้ม พับไปก่อนทุกที ลองใช้หวียึดตะปูไว้ก่อน จะได้ตอกง่ายค่ะ)

http://community.akanek.com/sites/default/files/images/image010.jpg
หรือ 
http://uc.exteenblog.com/kina-san/images/easyway/life-hacks-how-to-make-your-life-easier-26.jpg
 
ประเภทของตะปู
          ตะปู เป็นอุปกรณ์ที่ทำมาจากโลหะ มีลักษณะแข็ง ปลายแหลม รูปร่างคล้ายเข็ม ตะปูส่วนมากทำมาจากเหล็ก มักใช้สำหรับการยึด ตรึง หรือเพื่อติดวัตถุชนิดต่าง ๆ ในงานไม้ งานก่อสร้าง และงานวิศวกรรม ตะปูมักถูกใช้งานร่วมกับค้อน โดยใช้ค้อนในการตีหรือตอกเพื่อดันตะปูให้ผ่านเข้าไปในวัตถุที่ต้องการ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ (http://th.wikipedia.org/wiki/) เราสามารถแบ่งประเภทของตะปูตามวัสดุที่นำไปตอกได้ 3 ประเภท นั่นคือ (http://www.apnhardware.com/)
          1. ตะปูตอกคอนกรีต จะทำจากเหล็กพิเศษ ตะปูประเภทนี้จะมีความแข็ง ไม่งอง่าย ช่วงลำตัวของตะปูคอนกรีตจะเป็นร่องเล็กๆ ซึ่งมีส่วนปลายของตะปูที่ออกแบบมาในลักษณะที่ต่างกันออกไป
          2. ตะปูตอกไม้ จะทำด้วยลวดเหล็กชุบสังกะสีกันสนิม จะสามารถแบ่งได้อีกหลายชนิดขึ้นกับการใช้งานค่ะ
          3. ตะปูตอกสังกะสี จะทำด้วยเหล็กชุบสังกะสีกันสนิม หัวตะปูจะใหญ่ มีลักษณะกลมมีความโค้งเล็กน้อยเพื่อช่วยในการยึดสังกะสีให้ติดกับโครง ไม่ให้สังกะสีหลุดง่ายเมื่อเจอแรงลม
 
ชนิดของตะปู
 
          ตะปูมีหลายชนิด หลายขนาด มีทั้งชนิดหัวแบนราบ หัวนูน ตัวอ้วน ผอม ยาว สั้น แล้วแต่ความหนาของไม้และความต้องการที่จะใช้
          ส่วนประกอบของตะปู
                   ตะปูมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนหัวตะปู ส่วนลำตัวและส่วนปลาย

1. ส่วนหัว หัวตะปูจะมีลักษณะต่างกัน มีทั้งหัวราบ แบน และหัวมน ตะปูหัวราบใช้กันมากในการทำงนทั่วๆไป ช่างเฟอร์นิเจอร์ทั่วไปใช้ตะปูหัวแบนมาทุบให้หัวเล็กๆเพราะจะทำให้ไม้มี ตำหนิน้อยมาก

2. ส่วนลำตัว ตะปูที่ใช้กับงานไม้มีทั้งส่วนลำตัวอ้วนและส่วนลำตัวผอม ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้เหมาะสมกับความหนาของไม้ ลำตัวของตะปูนั้นผอมยาวเรียกเป็นนิ้ว ซึ่งเป็นชื่อเรียกขนาดของตะปู เช่น ตะปูขนาด 3 นิ้ว หมายถึง ขนาดของลำตัวตะปูยาว 3 นิ้ว

3. ส่วนปลาย จะเป็นส่วนที่แหลมคมที่ช่วยทำให้ตะปูเข้าไปยึดฝังอยู่ในเนื้อไม้  ตะปูตอกไม้ที่ผลิตออกจำหน่ายมีตั้งแต่ขนาดความยาว ½ นิ้ว ถึง 4 นิ้ว ยกเว้นตะปูเข็มซึ่งใช้กับงานเฟอร์นิเจอร์
 
ตะปูตอกไม้
ที่มาข้อมูล : http://www.sahaasia.com/Nails.asp

คุณสมบัติ ผลิตและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม แข็งแรง ลำตัวไม่โค้งงอ หัวตรงได้ศูนย์กลาง ปลายแหลมไม่มีครีบ
ขนาดตะปูที่ผลิต

5 X 5
4 X 7
3 X 8
3 X 10
2 1/2 X 10
2 1/2 X 12
2 X 11
2 X 13
1 1/2 X 13
1 1/2 X 14
1 1/4 X 12
1 1/4 X 16
1 3/4 X 14
1 X 16
1 X 17
3/4 X 16
 
หมายเหตุ จากขนาดในตาราง เช่น 3 X 10
ตัวเลขแถวหน้าแสดงถึงความยาวของตะปู ( หน่วยเป็นนิ้ว ) เช่น 3 นิ้ว
ตัวเลขแถวหลังแสดงถึงเบอร์ลวดที่นำมาผลิต เช่น ลวด # 10

PACKING บรรจุกล่องกระดาษขนาด 14 X 9 X 6 นิ้ว น้ำหนัก 18 กก.ต่อกล่อง
ตะปูในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
   1. ชนิดไม่เคลือบสังกะสี
   2. ชนิดเคลือบสังกะสี

รูปร่าง ขนาดและเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน
   1. รูปร่างของตะปูให้เป็นไปตามรูปด้านล่าง
   2. ขนาดและเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน และจำนวนตะปูโดยประมาณใน 1 กิโลกรัม ให้เป็นไปตามตาราง



http://www.sahaasia.com/Images/TapuStructure.gif

 

L
D
d
s
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
ความยาวของตะปู
เส้นผ่านศูนย์กลางของหัวตะปู (D > 1.8d)
เส้นผ่านศูนย์กลางของลำตัวตะปู
ความยาวของปลายเสี้ยม (d s 1.5d)
มุมผายของหัวตะปูวัดจากผิวตอนล่างของหัวตะปู

     ( = 120 5 องศา )
 
ขนาด
ความยาวตะปู (มม.)
ลำตัวตะปู (มม.)
วัตถุดิบที่ใช้
3 X 8
3 X 10
2 1/2 X 10
2 1/2 X 12
2 X 13
75
75
65
65
50
4.25
3.55
3.55
2.8
2.5
SWRM 17
SWRM 17
SWRM 17
SWRM 12
SWRM 12
  ชนิดของตะปู

          ตะปูที่ใช้ในงานไม้ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีหลายชนิดหลายขนาด ได้แก่
          1. ตะปูธรรมดา จะมีขนาดความโตของหัวตะปูเป็นสองเท่าของความโตที่ตัวตะปู หัวตะปูจะมีลักษณะแบนเรียบมีขนาดตั้งแต่ 2d ไปจนถึง 60d เป็นตะปูที่ใช้กับงานทั่วๆไป
          2.  ตะปูแบนหรือตะปูตอกกล่อง มีลักษณะหัวกลมแต่แบน หัวตะปูจะมีลักษณะเช่นเดียวกับหัวตะปูธรรมดา แต่ตัวตะปูจะมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย มีขนาดตั้งแต่ 2d ไปจนถึง 20d ใช้สำหรับตอกกล่องหรือลังไม้ หรือใช้ในงานเครื่องเรือนทั่วๆไป
          3.  ตะปูหัวกลม จะมีขนาดเล็กกว่าตะปูแบนมาก หัวตะปูจะกลม มีขนาดตั้งแต่ 2d ไปจนถึง 20d ใช้ในงานที่ต้องการส่งหัวตะปูไม่ให้เห็นหลังจากตอกแล้ว หรืใช้ในงานภายในที่ต้องการความละเอียดและประณีต เนื่องจากฝังหัวตะปูได้ งานที่ใช้ตอกยึดเครื่องเรือนต่างๆเป็นต้น
          4.   ตะปูตอกพื้น ตะปูชนิดนี้ทั้งหัวและตัวตะปูจะมีขนาดเท่ากับตะปูชนิดธรรมดา แต่หัวตะปูจะเป็นรูปทรงกรวย มีขนาดตั้งแต่ 7d ไปจนถึง 10d ใช้สำหรับตอกพื้นอาคารบ้านเรือนและอื่นๆตะปูเมื่อตอกเข้าไปในพื้นเรียบร้อย แล้ว หัวตะปูจะเสมอเรียบกับพื้นพอดี
 
การนำตะปูไปใช้งานและการบำรุงรักษา
          1.  เลือกตะปูให้เหมาะสมกับความหนาองไม้
          2. การตอกควรใช้จังหวะในการตอกอย่างสม่ำเสมออย่าโหมแรงจนเกินไปตะปูจะหดได้ หรือถ้าตอกให้หนักจนเกินไปจะทำให้ตะปูร้อนและเกิดการบิดงอได้
          3. เวลาตอกไม้ให้ตะปูยึดกันให้ได้ โดยตอกให้เอียงตามรูปที่ 3.8
          4. อย่าเก็บตะปูไว้ในที่ชื้น
 
ภาพแสดง ตะปูคอนกรีต (ขาว)

http://www.sabuyjaishop.com/shop/tnsteel/images/dfytq155ffscey45wnim17825521536.jpg
 
ภาพแสดง ตะปูคอนกรีต (ดำ)

http://www.sabuyjaishop.com/shop/tnsteel/images/dfytq155ffscey45wnim17825521857.jpg
 
ภาพแสดง ตะปูตอกงานเฟอร์นิเจอร์

http://img.alibaba.com/photo/279576971/long_point_polish_steel_Concrete_nails_with_smooth_shank.jpg

http://img.alibaba.com/photo/479818193/Panel_Pins_Veneer_Pins_Copper_Nails.jpg

ตะปูตอกสังกะสี : http://kunakorntat.makewebeasy.com/image/mypic_customize/umbrella%20nail.jpg
 
การตอกตะปู  มีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้
             2.1 พิจารณาวัตถุที่จะทำการตรึงหรือตอกว่า เป็นวัสดุอะไร เช่น ไม้และคอนกรีต
             2.2  เลือกตะปูให้เหมาะสมกับงาน เช่น ยาวเพียงพอกับความหนาของไม้ ขนาดไม่ใหญ่เกินไป เพราะอาจทำให้ไม้แตก
             2.3 ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้เต็งรัง ไม้แดง ไม้ประดู่ ควรเจาะนำร่องเล็กน้อยเสียก่อน
             2.3 ก่อนใช้ค้อนต้องตรวจดูว่าหัวค้อนกับด้ามจับสวมกันแน่นหรือไม่ โดยการใช้มือข้างหนึ่งจับหัวค้อนและอีกข้างหนึ่งจับด้ามค้อนบิดทดสอบดู
             2.4 ใช้มือที่ถนัดจับด้ามค้อน นิ้วก้อยอยู่ห่างจากปลายด้ามประมาณ 25 เซนติเมตร
             2.5 ตาจับอยู่ชิ้นงาน

             2.6 การตอกตะปูเริ่มแรก  หัวค้อนควรวางไว้ที่หัวตะปู  และให้ด้ามค้อนทำมุม 90  องศากับตะปู
             2.7 ควรตอกตะปูเบา ๆ  กับชิ้นงานก่อน  เพื่อเป็นการตอกนำ  เพื่อยึดตะปูให้แน่น ก่อนที่จะลงมือตอกอย่างแรง
             2.8 การตอกตะปูกับชิ้นงานที่แข็ง ๆ  ต้องระมัดระวังตะปูกระเด็น
             2.9 อย่าตอกแรงจะทำให้ตะปูร้อน และเกิดบิดงอได้ ควรตอกให้มีจังหวะสม่ำเสมอ จนหัวตะปูแนบชิดกับผิวไม้
             2.10 ยกค้อนสูงประมาณระดับหัวไหล่ ด้ามค้อนอยู่ในแนวดิ่ง
             2.11ตอกลงให้หน้าค้อนสัมผัสกับชิ้นงานให้ได้มุมฉาก
             2.12 ในการตอกตะปูต้องให้น้ำหนักของค้อนเฉลี่ยลงบนหัวตะปูเท่า ๆ กัน มิฉะนั้นตะปูจะเบนหรืองอได้
             2.13 ขณะตอกสายตาต้องจับอยู่ที่ตำแหน่งตอก

             2.14 เมื่อตอกตะปูเข้ากับชิ้นงานแล้ว  จะมีหัวตะปูโผล่ขึ้นมา  ควรหาเหล็กตอกส่งให้หัวตะปูมิดหายลงไปใต้เนื้อไม้
         ปัจจุบันช่างเฟอร์นิเจอร์ใช้ตะปูน้อยลง เพราะมีเครื่องยิงตะปุลมและไฟฟ้า ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วและมองไม่เห็นหัวตะปู
 
การถอนหัวตะปู
ที่มาข้อมูล : http://www.sinudom.com/do_it_01.html
 
ขั้นตอนที่ 1 : การถอนตะปูธรรมดา ที่ตัวไม่ยาวหรือไม่ใหญ่มาก สามารถใช้การถอนด้วยค้อนหงอนธรรมดา โดยดันหัวค้อนหงอนเข้าที่ตะปูแล้วงัดขึ้นโดยให้หัวค้อน  เป็นจุดหมุนงัดขึ้นมา
ขั้นตอนที่ 2 : ถ้าตะปูที่ตอกไว้นั้นยาก หรือว่าเราต้องการป้องกันผิวเนื้อไม้ ที่จะเสียหายจากการที่หัวค้อนกดทับ นั้นเราควรนำไม้มารองที่หัวค้อนแล้วจึงงัดตะปูออกตามมาตามขั้นตอนที่ 1
ขั้นตอนที่ 3 : สำหรับตะปูที่ยาวมากๆนั้น เมื่อถอนตะปูออกมาพอประมาณแล้ว ให้ใช้ค้อนนั้นถอนตะปูโดยเอียงค้อนถอนตะปูทางด้านข้าง
ขั้นตอนที่ 4 : ถ้าต้องการถอนตะปูที่ละมากๆ และไม่กลัวความเสียหาย เป็นการถอนตะปู ไม้ลัง สามารถใช้ชะแลงงัดถอนตะปูได้

ขอบคุณทุกแหล่งที่มา

Top