ads

รับเหมาก่อสร้าง-ต่อเติม-ซ่อมแซม บ้าน อาคารโรงงาน-งานปูพื้น-งานตกแต่งภายใน-งานฝ้าเพดาน-งานผนังกั้นห้อง-ระบบงานไฟฟ้า-งานขุดเจาะงาน ปรับปรุงบ้านเก่าให้เป็นบ้านใหม่ ต่อเติมอาคารร้านอาหาร,ร้านค้า, ต่อเติมบ้าน, อาคาร, ต่อครัว, ต่อโรงรถ, งานพื้น, งานผนัง, งานฝา, ทาสีอาคาร, ปูกระเบื้อง, งานเหล็ก, ทำรั้ว,กำแพง, โครงหลังคา, ซ่อมหลังคา ระเบียง ผนังรั่ว ซ่อมแซม นึกถึง ทีมงาน เฮียเล็ก ติดต่อ 0930622532

Slider[Style1]

Style2

Style3[OneLeft]

Style3[OneRight]

Style4

Style5

นักลงทุนเซ็ง !! จีนเพิ่มข้อจำกัด การซื้ออสังหาฯ ในเมืองใหญ่


สำหรับท่านใดที่ต้องการลงทุนด้านอสังหาฯ ในประเทศจีน ณ ช่วงนี้ อาจต้องคิดไตร่ตรองหนักกว่าเดิม เพราะเมืองบางแห่งโดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้และเซิ่นเจิ้น ได้เพิ่มข้อบังคับสำหรับการซื้ออสังหาฯ เพื่อแก้ปัญหามูลค่าที่ดินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มวงเงินดาวน์บ้านขั้นต่ำสำหรับกลุ่มผู้อาศัยชาวจีน ส่วนกลุ่มผู้อาศัยชาวต่างชาติจะต้องใช้เวลาอาศัยอยู่ในเมืองเป็นเวลานานขึ้นกว่าเดิม จึงจะมีสิทธิซื้ออสังหาฯ ภายในเมืองได้

PHOL เตรียมพร้อมเข้าประมูลงานน้ำประปาชุมชนปีงบ 60 วางเป้ารับงานใหม่ 600 ลบ.

นายบุญชัย สุวรรณวุฒิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ผลธัญญะ (PHOL) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าประมูลงานระบบน้ำประปาชุมชนเพิ่มในปีงบประมาณ 2560 โดยวางเป้าหมายได้รับงานมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท หลังจากในปี 59 เข้ารับงานก่อสร้างระบบประปาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

งานนี้ไม่ไหวครับ ร้องกันทั้งช่างทั้งเจ้าของบ้าน

งานนี้ไม่ไหวครับ ร้องกันทั้งช่างทั้งเจ้าของบ้าน คือเจ้าของบ้าน ดูแลงานเองแล้วจ้างช่างรายวันมาทำครับ คิดจะประหยัดค่าใช้จ่าย ผิดถนัดครับ เพราะอะไร
-ช่างที่เอามาเป็นรายวัน
-เราไม่เข้าใจแล้วไม่รุ้จักการทำงงานของเขาประเมินกำลังคนงานไม่ได้
-ประสบการ ในการคอนโทนงานเราไม่ได้

ติดตั้งเครื่องแสกนบัตร

วันนี้ที่โรงงานช่างที่รับเหมาเขาพึ่งทำประตูเสร็จพอดี ผมก็เลยต้องทำหน้าที่ช่างซ่อมบำรุงประจำโรงงานได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปทำ การติดเครื่องแสกนบัตรพนักงานแหมๆ ไอ้คำสั่งมันก็ด่วนจริงๆอะนะ แต่ตอนทำไม่ค่อยจะด่วนให้ผมเลยครับ 555+แบบว่าทำได้อย่างก็มีอีกอย่าง

ธุรกิจอะไรทำกำไรได้ 130 เท่า

ธุรกิจอะไรทำกำไรได้ 130 เท่า

ถ้าเราต้องตั้งต้น ธุรกิจด้วยเงินแค่ 5 เหรียญสหรัฐ เราจะทำธุรกิจอะไรดีคะ ?

มีด้วยหรือที่เงินแค่นี้จะเอามาใช้ทำธุรกิจอะไรได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มต้นด้วยเงินสักนิดหนึ่ง ก็ยังดีกว่าไม่มีแต้มต่อเลยใช่ไหม

ถ้า เราต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยเงินเต็มบัญชีธนาคารกับสมองเปล่าๆ หนึ่งก้อน เทียบกับบัญชีที่ไร้เงินแต่สมองเราเต็มไปด้วยไอเดียดีๆ เราจะเลือกอะไรคะ เลือกยากเนอะคะ บางคนอาจบอกว่าขอทั้งคู่ไม่ได้หรือ

สมมติว่าขอไม่ได้ล่ะ ให้เลือกได้อย่างเดียว เลือกอะไรดี

มาดูโจทย์ธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกันดีกว่า

มี เงินให้ห้าเหรียญ ให้เวลาประชุมกันไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ให้เวลาสองชั่วโมงสำหรับปฏิบัติการตามแผน แต่ต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด เป็นเราจะทำอะไร? ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้จะทำอย่างไรดี

ศาสตราจารย์ ทีนา ซีลิก สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 14 ทีม ทุกทีมต้องแยกย้ายกันไปหนึ่งสัปดาห์แล้วกลับมารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นเวลา 3 นาที

มาดูสิ่งที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีมเลือกทำกัน

จากเงินห้าเหรียญ

กลุ่มหนึ่งเอาเงินจำนวนน้อยนิดไปซื้อมะนาว น้ำตาลและมาทำน้ำมะนาวขายหน้ามหาวิทยาลัย

กลุ่ม ต่อมารับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัยคิดเงินคันละหนึ่ง เหรียญจนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงินบริจาคจะได้เยอะกว่าเลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน

ส่วน กลุ่มที่สามได้เงินมากกว่า และคิดสร้างสรรค์ได้ไม่เลว พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์และให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาวๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่นแล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้อง ยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20 เหรียญ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลาสองชั่วโมง เพราะใครก็ไม่อยากรออาหารอีกหนึ่งชั่วโมง

ส่วนกลุ่มที่ชนะ เลิศหาเงิน ได้ถึง 650 เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่น่าทึ่งคือ พวกเขาไม่ได้ใช้เงินห้าเหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไร???

หลังจากประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะ “ขายเวลา”

นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า พวกเขานั่งประชุมกันนานว่า จะทำอะไรกันดี บางคนบอกไปซื้อลอตเตอรี่ดีกว่า ไปลาสเวกัส ฯลฯ

แต่ ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็น “เวลา 3 นาที” สำหรับการนำเสนอแผนธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย สแตนฟอร์จำนวนเป็นร้อยๆ คนที่นั่งฟังโดยไม่ลุกไปไหน

นักศึกษาจึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้าแล้วขายเวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์

ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา 3 นาทีโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

พอ ถึงวันจริง นักศึกษากลุ่มนี้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัว เอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกันไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วจ่ายเงิน 650 เหรียญสำหรับเวลา 3 นาทีให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้

บริษัทยิ้ม นักศึกษายิ้ม และอาจารย์ยิ้มมากกว่า ที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบเหลือเชื่อ
บท ความนี้ตัดมาจากหนังสือชื่อ What I Wish I Knew When I Was 20 by Tina Seelig  จาก มหาวิทยาลัย Standford ผมคิดว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือ ป่าว แต่มันอยู่ที่ว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง และเราสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับตัวเรายังไงมากกว่า
ขอความรวยจงอยู่กับท่านครับ

แหล่งที่มา : http://forums.thairiches.com

7 สิ่งสำคัญที่ฟรีแลนซ์ต้องเขียนในใบสัญญา ก่อนโดนโกง !


ใบสัญญา ฟรีแลนซ์

เชื่อว่าทุกคนที่เคยผ่านการทำงานแบบ Freelance มาพักหนึ่งแล้วแล้ว น่าจะมีดวงได้เจอเคสที่ผู้ว่าจ้างจ่ายไม่ครบ หรือเอางานไปแล้วหนีไปไม่จ่ายสักบาทอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เราที่เป็นฟรีแลนซ์ก็ได้แต่ยืนมองแบบงง ๆ เพราะทำอะไรไม่ได้ หลายคนเลยแก้ด้วยการเก็บเงินมัดจำก่อนเริ่มงาน
การเก็บมัดจำก่อนเริ่มงานเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ช่วยชีวิตฟรีแลนซ์ได้ ตลอด ผมเคยเจอเคสที่จ่ายมา 50% ตอนเริ่มงาน แต่ตอนจบงานหอบงานหายไปเลย ซึ่งผมก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการพยายามโทรติดต่อเค้า (แน่นอนว่าพี่แกไม่รับสาย) จนตอนนี้ผ่านมาเป็นปีแล้วยังไม่ได้
ทางแก้ที่จะช่วยให้ฟรีแลนซ์ตาดำ ๆ อย่างเราได้รับค่าจ้าง 100% และลูกค้าไม่หอบงานหนีไป คือ การเขียนใบสัญญา

ใบสัญญา สำหรับฟรีแลนซ์คืออะไร

ใบสัญญา คือ เอกสารที่ระบุการจ้างงานระหว่างผู้จ้างกับฟรีแลนซ์ ซึ่งจะมีรายละเอียดแบ่งเป็นข้อ ๆ เกี่ยวกับระยะเวลางาน เงินที่ต้องจ่าย แบ่งเป็นกี่งวด ถ้างานไม่เสร็จในกำหนดจะเกิดอะไรขึ้น (เคยเจอแบบตัดเงินวันละ 1% อะไรแบบนี้ครับ) ฯลฯ
ปกติถ้าเราดีลงานกับบริษัทใหญ่ ๆ จะมีการร่างสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้ว เพราะบริษัทใหญ่บางทีก็กลัวฟรีแลนซ์โกงเหมือนกัน แต่เท่าที่เคยเจอมาบริษัทใหญ่ ๆ จะไม่ค่อยโกงครับ ที่ชอบโกงส่วนใหญ่คือลูกค้ารายย่อย หรือบริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีชื่อ ไม่มีเขียนสัญญาทั้งนั้น
ผมได้ไปอ่านเจอในบทความของ GraphicDesignerBlender เค้าแนะนำเกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่ต้องเขียนระบุในใบสัญญาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการโดนโกง (ทั้งจากฝ่ายผู้จ้างและผู้ถูกจ้าง)
การเขียนสัญญาให้รัดกุมจะทำให้เราทำงานได้สบายใจมากขึ้น และยังทำให้ดู Professional มากขึ้นด้วยครับ มาดูกันว่า 5 สิ่งสำคัญที่ห้ามลืมใส่ในใบสัญญา มีอะไรบ้าง:

1. เขียนให้ชัดเจนว่าจะส่งงานให้ดูกี่แบบ และแก้ไขได้กี่ครั้ง

เคยเจองานที่ต้องทำไม่จบไม่สิ้น แก้เป็นร้อยรอบมั้ยครับ? นั่นเป็นผลจากการที่เราไม่ทำสัญญาระบุให้เรียบร้อยนั่นเอง
เราต้องระบุไว้เลยว่าในค่าจ้าง XXXXX บาท ตอนเริ่มงานเราจะทำงานมาให้เลือกกี่แบบ (Option) และในราคานี้เราจะแก้ไขให้สูงสุดกี่ครั้ง (Revision)
นอกจากนั้นอาจจะมีการระบุเพิ่มเติมด้วยว่าถ้ามีการขอ Option เพิ่มจากที่บอกไว้ หรือแก้ไขเพิ่มจากจำนวนที่บอกไว้ในสัญญา เราจะคิดครั้งละเท่าไหร่ และการแก้ไขแต่ละครั้งจะเสร็จในเวลากี่วัน
พอทำแบบนี้แล้วลูกค้าก็ไม่สามารถสั่งแก้บ่อย ๆ แบบบุฟเฟ่ต์ได้ เค้าต้องคิดก่อนแก้เสมอ ซึ่งเราก็จะแก้งานโดยไม่รู้สึกเสียเวลาเราด้วย เพราะกำหนดจำนวนครั้งการแก้ไขไว้แล้ว

2. กำหนดค่ามัดจำที่ต้องจ่ายก่อนเริ่มงาน

การรับงานทุกครั้งในฐานะ Freelance ควรการเก็บค่ามัดจำเสมอ ซึ่งปกติจะคิดเป็น % จากราคางานทั้งหมด เช่น 30% หรือ 50%
เงินมัดจำจะเป็นตัววัดว่าลูกค้าคนนี้จริงจังกับการทำงานกับเรามั้ย ถ้าเค้าดึงดันไม่ยอมจ่ายเงินมัดจำ ก็เป็นไปได้ว่าเค้าอาจจะมาต่อราคากับเราเราตอนงานเสร็จก็ได้ นอกจากนั้นเงิน มัดจำยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดได้ในกรณีที่โปรเจคล่ม ซึ่งอันนี้เป็นที่มาของข้อถัดไปครับ

3. กำหนดค่ายกเลิก กันลูกค้าทิ้งงาน

มีหลายครั้งที่บางงานถูกยกเลิกไปกลางคัน หรือบางทีคนว่าจ้างหัวหมอ จ้างดีไซเนอร์เอาไอเดีย แล้วไปจ้างคนอื่นทำอีกทีโดยไม่ได้จ่ายให้คนคิดไอเดียก็มี ฟรีแลนซ์ตาดำ ๆ อย่างเราเลยต้องมีแผนสู้กับพวกนี้ครับ
ค่ายกเลิก เป็นสิ่งสำคัญมากในการเขียนสัญญาเลยครับ โดยเฉพาะเมื่อเรามีลางว่าจะไปเจอกับลูกค้าตรรกะประเภท “ผมไม่ได้เอางานคุณไปใช้ ผมก็ไม่ต้องจ่ายสิ” หรือ “ผมให้คนอื่นมาทำแทนคุณแล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายสิ” ซึ่งในไทยมีเยอะมากกกกกกกกกก
การคิดค่ายกเลิกงาน ถ้าแบบเบาหน่อยอาจจะเป็นการเก็บมัดจำไปเลย แต่ถ้าแบบหนักก็จะเป็นการเก็บมัดจำ + เงินอีกกี่ % เพิ่มเติมครับ เขียนระบุไว้ในสัญญาให้เซ็นทั้งสองฝ่าย คนจ้างก็หนีไปเนียน ๆ ไม่ได้แล้วครับ

4. แจ้งลิขสิทธิ์ของผลงาน และผู้รับผิดชอบเรื่องลิขสิทธิ์

โดยปกติฟรีแลนซ์จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานทั้งหมดที่ทำขึ้น ซึ่งก็ควรคุยกับผู้จ้างให้เรียบร้อยว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อะไร บางครั้งเป็นตัวละคร Mascot ลิขสิทธิ์ของเราที่ลูกค้าต้องการนำไปใช้ (เช่น เอา Mascot LINE ไปใช้ในสินค้า 7-11) ผู้จ้างก็จะได้ลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ในสิ่งที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่ลิขสิทธิ์ของตัวละครยังเป็นของเราครับ
สำหรับงานทำเว็บไซต์ ทำกราฟฟิกอาจจะเจอเรื่องการซื้อ Font, Stock Photo จากที่อื่นมาใช้ ซึ่งต้องระบุว่าใครเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ใน Font, Stock Photo ที่ซื้อมา และถ้าโดนแจ้งเรื่องลิขสิทธิ์ใครจะรับผิดชอบ
บางทีลูกค้าเอา Font ผิดลิขสิทธิ์มาให้ใช้เฉยเลย ไม่ว่าด้วยความไม่รู้หรือตั้งใจก็แล้วแต่ เราก็ต้องเขียนสัญญาดี ๆ ป้องกันตัวไว้ครับ ไม่งั้นโดนฟ้องเป็นแสน
อัพเดทเรื่องลิขสิทธิ์นะครับ Jasmine White:
ถ้าทำงานไว้ แล้วมีคนมาขอซื้องานนั้น ลิขสิทธิ์เป็นของคนทำ
ถ้ามีการจ้างให้ออกแบบให้ทำงานตามสั่ง งานที่เสร็จสิทธิ์เป็นของคนจ้าง ถ้าไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาครับ

5. กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงิน และรอบการจ่ายเงินให้ดี

เราควรคุยกับลูกค้าว่าจะจ่ายเงินโดยแบ่งเป็นทั้งหมดกี่ครั้ง และจ่ายภายในกี่วันหลังงานเสร็จ ถ้าทำงานกับบริษัทใหญ่ ๆ จะมีการกำหนดไว้เลยว่าจะจ่ายภายใน 30, 60, 90 วันหลังส่งมอบงานอะไรแบบนี้ครับ ศัพท์ในวงการทำเว็บไซต์เรียกว่า “Credit” เช่น Credit 30 วัน, Credit 60 วัน
ถ้าเขียนแบบโหด ๆ หน่อย คือ ระบุไปเลยว่าถ้าไม่จ่ายเงินในเวลาที่กำหนดจะมีการปรับเท่าไหร่ หรือถ้าเป็นงานเว็บไซต์ก็อาจนำเว็บไซต์ลง (กรณีที่เราดูแลโฮสติ้งให้เค้า) ก็ได้ครับ

6. ปรับลูกค้าก็ได้ ถ้าลูกค้าทำให้งานล่าช้า

บางครั้งเราดีไซน์เสร็จแล้วส่งไป ลูกค้าไม่ยอม Feedback กลับมา หรือเขียนโค้ดเสร็จแล้วส่งไป ลูกค้าไม่ยอมส่ง Content มาให้ใส่ กลายเป็นว่างานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา แทนที่เราจะเอาเวลามาเริ่มงานลูกค้าคนต่อไปได้ทันที เราก็เสียเวลารอไปโดยเปล่าประโยชน์ครับ
เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ เราควรกำหนดไว้ชัดเจนเลยครับ ว่าลูกค้าต้องให้ Feedback เราภายในกี่วัน หรือส่ง Content ให้เราภายในวันไหน โดยถ้าลูกค้าส่งไม่ทันในเวลาที่กำหนด อาจจะให้เพิ่มวันทำงานส่วนของเราเข้าไปอีก 1 วันทุกครั้ง หรือปรับสัปดาห์ละ XXXX บาทอะไรแบบนี้ครับ (อันนี้ฝรั่งเค้าแนะนำมาครับ โหดมาก)
พอทำแบบนี้ลูกค้าเค้าจะช่วยเราทำงานให้เสร็จในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นผลดีกับทั้งฝ่ายเราและฝ่ายลูกค้าด้วย

7. ระบุบริการหลังการขายในสัญญาให้ชัดเจน

เคยเจอมั้ยครับ ทำเว็บเสร็จไปเป็นปีแล้ว ลูกค้าติดต่อมาให้แก้บั๊กเฉยเลย
ในงานบางประเภท เช่น ฟรีแลนซ์รับทำเว็บไซต์ เรื่องแบบ นี้เกิดขึ้นบ่อยครับ ซึ่งเราก็ต้องเขียนไปในสัญญาเลยว่าเราซัพพอร์ทแก้บั๊กให้ฟรีในระยะเวลากี่ เดือนหลังงานเสร็จ (ปกติจะประมาณ 1 เดือน) ถ้าหลังจากนี้ก็ต้องให้จ่ายเงินครับ เพราะให้เรามางมโค้ดเก่านี่ใช้เวลาเยอะเหมือนกัน
ในกรณีที่ลูกค้าอาจจะ Request ฟีเจอร์เพิ่มในอนาคต หรือจะจ้างให้เราอัพเดทคอนเท้นท์ให้ เราก็สามารถระบุไปในสัญญาได้เลยว่าจะ คิดค่าบริการอย่างไร ชั่วโมงละเท่าไหร่ เดือนละเท่าไหร่

สรุปสิ่งที่ฟรีแลนซ์ต้องเขียนในใบสัญญา

  1. ส่งงานให้ดูกี่แบบ แก้ไขได้กี่ครั้ง
  2. มัดจำกี่บาท
  3. ค่ายกเลิกงานเท่าไหร่
  4. ลิขสิทธิ์เป็นของใคร
  5. จ่ายเงินในระยะเวลากี่วันหลังงานเสร็จ
  6. หากลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานให้เสร็จ จะปรับเท่าไหร่
  7. บริการหลังการขายเป็นอย่างไร
สำหรับฟรีแลนซ์ที่เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่าขาดอะไรไป สามารถแจ้งได้ในส่วนคอมเม้นท์เลยครับ ส่วนใครที่มีคนรู้จักเป็นฟรีแลนซ์ หรืออยากเป็นฟรีแลนซ์ แชร์บทความนี้ให้เค้าอ่านดูครับ
อยากเป็นฟรีแลนซ์เราต้องรู้เท่าทันผู้จ้างครับ ขออวยพรให้ฟรีแลนซ์ทุกท่านเจอแต่ลูกค้าดี ๆ
Photo Credit: photos by blperk,http://www.designil.com/

ผมเจอกระดาษแผ่นนี้แปะอยู่หน้ารถ เพื่อรับผิดชอบการถอยชน


วันนี้เจอเหตุการณ์ดีๆ ด้วยล่ะครับ  
กลับมาที่ลานจอดรถหลัง จากวิ่งออกกำลังกายที่เกาะลำพู (สุราษฎร์ธานี) มาเจอโน๊ตแปะอยู่หน้ารถ บอกให้ติดต่อกลับเนื่องจากเค้าถอยรถไปชนรถเรา สุดท้ายได้เจอเป็นชายหญิงวัยทำงานคู่หนึ่ง เขาเข้ามาขอโทษที่ถอยชนและเรียกประกันมาเคลมให้เรียบร้อย  
ซึ่งจริงๆ ถอยชนรถที่อยู่ในลานจอดแบบนี้ขับพ้นไปส่ะก็ไม่รู้ว่าใครชนแล้ว แต่นี่อุตสาห์รอรับผิดชอบ เขาบอกมาคำนึงว่า "ใจเขาใจเรา เขาถอยชนแล้ว เขาก็รับผิดชอบ"

ทำไมต้องให้เด็กจบวิศวะจุฬาอย่างผมไปก่อผนัง เช่นเดียวกับคนงานพม่า ?

บอกก่อนว่าที่เอาบทความนี้มาลงเพราะ พอที่ได้อ่านแล้วรู้สึกชอบมากเลยครับ มันตรงกับแนวคิดของแอ็ดมินเลย
ทำไมต้องให้เด็กจบวิศวะจุฬาอย่างผมไปก่อผนัง เช่นเดียวกับคนงานพม่า ?
เรื่องจริงของการทำงาน บริเวณออฟฟิศมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่ มีเด็กจบใหม่เข้ามาสมัครงาน ขณะสอบสัมภาษณ์

A: อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่????

B: ขอแค่เริ่มต้นตามอัตราวิศวะจบใหม่ก็พอแล้วครับ

A: 12,000 บาท น่ะเหรอ????

B: ไม่ใช่ครับ ต้อง 15,000 บาท ครับ

A: ทำไมคุณคิดว่าคุณถึงสมควรได้รับเงินจำนวนนี้ล่ะครับ????

B: แหม่พี่ ผมจบวิศวะ เชียวนะครับ มาตรฐานมหาลัยผมก็รู้กันอยู่ว่าสูงขนาดไหน

A: ได้ งั้นผมจะให้คุณที่เดือน 18,000 บาทเลย แต่มีข้อแม้นิดเดียว

B: ข้อแม้อะไรเหรอครับ?????

A: คุณลองไปก่ออิฐผนังห้องแข่งกับคนงานพม่าให้ผมดูหน่อยสิ ถ้าวันนี้คุณทำได้ สวย และก่อได้มากเหมือนเค้า ผมจะถึงให้เงินเดือนเริ่มต้นคุณ 18,000 บาท

B: โถ่ พี่ครับ เทียบกันได้ยังไง นั่นมันคนพม่า ผมวิศวะนะพี่

A: แล้วยังไง??? คุณลองไปทำดูก่อน ตอนเย็นผมค่อยตรวจหน้างานดูอีกที

... จนป่านนี้ ทุกครั้งที่เดินผ่านไซต์งาน ผมก็ยังเห็นไอ้น้องคนนี้ วัดระดับน้ำ กับถือเกียงเคาะปูนอยู่เลย


อยากได้เงินสูงๆ ต้องดูประสิทธิภาพของตัวเองด้วยว่าเราได้แค่ไหน
บางคนทำงานได้ดีกว่า แต่เค้าไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้
เพียงเพราะเค้าไม่มีหลักประกันความสามารถไปโชว์ให้เจ้านายดูแค่นั้นเอง
บางคนจบสถาบันใหญ่ๆ มาก็ใช่ว่าจะเป็นไปซะทุกอย่าง
ชีวิตการทำงาน มันอยู่ที่หน้างานจริงๆ ไม่ใช่ในห้องเรียน
ประสบการณ์จะเป็นตัวคอยสอนให้เราเรียนรู้เอง ว่าควรจะทำอย่างไร
เมื่อเผชิญกับงานจริงๆ ไม่ใช่แค่ในหนังสือ #สปช.


Top